ฎีกาที่ 3968/2532
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ที่ 1 เช่าที่ดินจาก น. โดยมีข้อสัญญาระบุว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิปลูกสร้างอาคารลงในที่ดิน เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงโจทก์ที่ 1 ต้องรื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างออกไป ดังนั้นการที่โจทก์ที่ 1 ให้ ด. ปลูกตึกแถวลงในที่ดินเพื่อให้คนเช่า โดยให้ ด. ออกเงินค่าก่อสร้างเองและ ด. มีสิทธิเรียกเก็บเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้เช่าแต่ผู้เดียว ตึกแถวดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่ติดกับที่ดินเพียงชั่วคราวมิใช่ส่วนควบของที่ดิน กรรมสิทธิ์ในตึกแถวดังกล่าวย่อมตกได้แก่โจทก์ที่ 1 และถือว่าเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่โจทก์ที่ 1 ได้รับเนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(5)(ก) จึงต้องนำตึกแถวดังกล่าวมาคำนวณมูลค่าถือเป็นเงินได้พึงประเมินในการเสีย ภาษี เงินได้ของโจทก์ที่ 1ด้วย.
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี เงินได้ของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภรรยากันโจทก์ที่ 1 ได้เช่าที่ดินบริเวณถนนสุนทรโกษา เนื้อที่ 7 ไร่11 ตารางวา และปลูกสร้างตึกแถวขึ้นที่ดินส่วนที่เหลือปลูกเป็นแผงลอย แล้วนำตึกแถวและแผงลอยออกให้เช่า โจทก์ที่ 1 ได้เสีย ภาษี โรงเรือนและที่ดินไว้ที่เขตพระโขนง แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับค่าเช่า แต่จากการตรวจแบบแสดงรายการเสีย ภาษี ประจำปีของโจทก์ทั้งสองพบว่าโจทก์ทั้งสองไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการการเสีย ภาษี โดยแสดงเงินได้ที่ได้รับจากการให้เช่าทรัพย์สิน ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40(5) รวมไว้ด้วยเลย คงแสดงเงินได้เฉพาะเงินได้ซึ่งเป็นเงินเดือนและเงินปันผลเท่านั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 2 ศาล ภาษี อากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยสำหรับ ภาษี เงินได้ตาม มาตรา 40(5)แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะเงินได้เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในตัวอาคารตึกแถวประจำปี พ.ศ. 2515, 2516, 2517, 2518 ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งคิดเป็นเงินปีละ 550,424.52 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่าโจทก์ที่ 1 เช่าที่ดินมาจากนางน้อย อิศระเสนา มาแล้วโจทก์จึงตกลงให้นายดิเรกรับเหมาปลูกสร้างตึกแถวให้คนเช่าโดยตกลงกันว่าให้นายดิเรกออกเงินค่าก่อสร้างเอง เมื่อสร้างเสร็จแล้วให้นายดิเรกเรียกเก็บเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้เช่า ครั้นนายดิเรกก่อสร้างตึกแถวเสร็จ นายดิเรกได้เรียกเก็บเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้เช่าไปหมดแต่ผู้เดียวตามข้อตกลง ตึกแถวดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนางน้อยได้ระบุว่าโจทก์ที่ 1เช่าเฉพาะที่ดิน โจทก์ที่ 1 มีสิทธิปลูกสร้างอาคารโดยจะต้องรื้อถอนอาคารเหล่านั้นออกไปเมื่อสัญญาเช่าที่ดินสิ้นสุดลง ดังนั้นอาคารตึกแถวเหล่านั้นจึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน กรรมสิทธิ์ในอาคารตึกแถว 128 ห้อง ตกเป็นของโจทก์ที่ 1 ในระหว่างที่สัญญาเช่าที่ดินยังไม่สิ้นสุด โจทก์ย่อมมีเงินได้พึงประเมินจากประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สิน ตามมาตรา 40(5) (ก)แห่งประมวลรัษฎากร การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้คำนวณมูลค่าตึกแถวแล้วเฉลี่ยเป็นรายปีและได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 นำ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาและเงินเพิ่ม ภาษี ไปชำระสำหรับปี พ.ศ. 2515,2516, 2517 และ 2518 จึงชอบแล้ว คำพิพากษาศาล ภาษี อากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ทั้งหมด. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3968/2532 นาย มา โนชญ์ ธีรอัครวิภาส กับพวก โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.พ.พ. ม. 107 , ม. 109 ป.รัษฎากร ม. 40 (5) (ก)