ฎีกาที่ 6061/2531
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
เอกสารที่บริษัทจำเลยมีไปถึงโจทก์ยังต่างประเทศมีข้อความว่า จำเลยขอว่าจ้างโจทก์ให้มาทำงานกับจำเลยในตำแหน่งหัวหน้าแผนกรับผิดชอบแผนกช่างซ่อมเป็นเวลา 2 ปี เงินเดือน 45,000 เหรียญใต้หวันเป็นคำเสนอจ้างโจทก์ให้มาทำงานกับจำเลย เมื่อโจทก์ได้เดินทางเข้ามาทำงานกับจำเลยในประเทศไทยแล้ว ข้อเสนอต่าง ๆ ในเอกสารดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับและผูกพันโจทก์จำเลยให้ต้องปฏิบัติถือได้ว่าโจทก์จำเลยได้มีสัญญาจ้างต่อกันแล้ว ข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่า กำหนดระยะเวลาจ้าง 2 ปีที่กำหนดไว้ในเอกสารท้ายฟ้องขัดต่อกฎหมายนั้น จำเลยมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาล แรงงาน กลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน ฯพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ส่วนข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ลาออกจากงานเอง จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์นั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยให้การและศาลแรงกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยให้โจทก์ออกจากงาน อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงนอกเหนือไปจากคำวินิจฉัยของศาล แรงงาน กลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายรวม575,625 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า สัญญาจ้างโจทก์เป็นช่างซ่อมเครื่องจักรของบริษัทจำเลยเป็นนิติกรรมอำพราง จำเลยไม่ต้องผูกพัน โจทก์ซ่อมแซมเครื่องจักรไม่รับผิดชอบ มีเจตนากลั่นแกล้งจำเลย จำเลยตักเตือนให้โจทก์แก้ไข โจทก์กับหยุดงานประท้วงจำเลยจึงให้โจทก์ออกจากงาน ศาล แรงงาน กลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ต้องจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ 40,050 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน กลางวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่า แม้โจทก์จะได้เข้ามาทำงานกับจำเลยในประเทศไทยแล้วข้อกำหนดในเรื่องระยะเวลา 2 ปีที่ระบุไว้ในเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และหมายเลข 2 ก็ไม่มีผลผูกพันจำเลย และขัดต่อกฎหมายที่ควบคุมชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย จึงตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และหมายเลข 2 ลงนามโดยนายบุญชู พงษ์เฉลิม ประธานกรรมการบริษัทจำเลย และประทับตราบริษัทจำเลยด้วย เอกสารดังกล่าวนี้มีไปถึงโจทก์ และมีข้อความจำเลยขอว่าจ้างโจทก์ให้มาทำงานกับจำเลยในตำแหน่งหัวหน้าแผนกรับผิดชอบแผนกช่างซ่อม ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2530 ถึงวันที่31 มกราคม 2532 ระยะเวลา 2 ปี เงินเดือน 45,000 เหรียญไต้หวันฯลฯ เอกสารดังกล่าวจึงเป็นคำเสนอจ้างโจทก์ให้มาทำงานกับจำเลยเมื่อโจทก์ได้เดินทางเข้ามาทำงานกับจำเลยในประเทศไทยแล้วข้อเสนอต่าง ๆ ในเอกสารดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับและผูกพันโจทก์จำเลยต้องปฏิบัติ อันถือได้ว่าโจทก์จำเลยได้มีสัญญาจ้างต่อกันแล้ว ส่วนข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่า กำหนดระยะเวลาจ้าง 2 ปีที่กำหนดไว้ในเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวขัดต่อกฎหมายนั้น ข้อนี้จำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาล แรงงาน กลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 จำเลยอุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายว่า โจทก์ลาออกจากงานเอง จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ลาออกจากงานเอง หรือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้น ตามคำให้การของจำเลยระบุว่า จำเลยให้โจทก์ออกจากงานและศาล แรงงาน กลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยให้โจทก์ออกจากงาน แต่จำเลยกลับอุทธรณ์ว่าโจทก์ลาออกจากงานเอง ดังนี้จึงเป็นอุทธรณ์นอกเหนือไปจากคำวินิจฉัยของศาล แรงงาน กลาง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาล แรงงาน กลางพิพากษามานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6061/2531 นาย สวี ชิงห วา โจทก์ บริษัท คา สเซ่อร์พีค เครื่องหนังเอ็กซปอร์ต จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 361 , ม. 575 ป.วิ.พ. ม. 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 , ม. 54