ฎีกาที่ 4561-4562/2531
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ ต่อมาโจทก์จำเลยทำสัญญาเช่ากันขึ้นฉบับหนึ่งโดยไม่มีการตกลงในเรื่องค่าเช่า แสดงว่าโจทก์จำเลยมิได้ประสงค์ให้หนังสือสัญญาดังกล่าวผูกพันกันในลักษณะสัญญาเช่า แต่เป็นการทำสัญญาเพื่อรับรู้สิทธิของโจทก์ในที่ดิน การที่จำเลยครอบครองที่ดินโดยรับรู้ถึงสิทธิของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ มิใช่ครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ แม้ครอบครองนานเพียงใดจำเลยก็หาได้กรรมสิทธิ์โดยการ ครอบครองปรปักษ์ ไม่ และที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าสัญญาเช่าระงับไปแล้ว ขอให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไป ถือเป็นเรื่องเรียกทรัพย์คืน ไม่ใช่ฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าและไม่ต้องอาศัยหนังสือสัญญาเช่า การที่ศาลฟังว่าจำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยสัญญาเช่าที่ทำขึ้นเพื่อรับรู้สิทธิของโจทก์ จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิโดยการ ครอบครองปรปักษ์ ก็เป็นการวินิจฉัยว่าที่ดินเป็นของโจทก์ตามฟ้องนั่นเอง ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง ศาลจึงพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการ ครอบครองปรปักษ์ ได้
ย่อยาว
คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นให้พิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนมีข้อความทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์เพื่อปลูกบ้าน ครบกำหนดตามสัญญาแล้วโจทก์ได้บอกเลิกการเช่าแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งทำนองเดียวกันว่า ที่ดินตามฟ้องมิใช่เป็นของโจทก์แต่ผู้เดียว แต่จำเลยทั้งสองและบุคคลอื่นมีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย จำเลยทั้งสองไม่เคยเช่าที่ดินโจทก์ โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่าแล้วมาดัดแปลงเป็นสัญญาเช่า ขอให้ยกฟ้อง และให้จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนที่ได้ครอบครอง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การครอบครองของจำเลยทั้งสองเป็นการเช่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาทและยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เพื่อเป็นการรับรู้ถึงสิทธิของโจทก์ในที่พิพาทหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เมื่อมารดาโจทก์ถึงแก่กรรม ได้ให้จำเลยมาทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 จ.3 ในสัญญาไม่ระบุค่าเช่าและโจทก์ไม่ได้เก็บค่าเช่า เหตุที่ทำสัญญาเพื่อป้องกันไม่ให้จำเลยโกงเท่านั้น มีนายชิน คล้ายคลึง ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้เขียนสัญญา ซึ่งนายชินก็มาเบิกความรับรอง และว่าได้อ่านสัญญาให้จำเลยทั้งสองฟัง แล้วในจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายบุญส่ง รื่นชล มาเบิกความสนับสนุนว่าได้รู้เห็นการทำสัญญาเช่า 2 ฉบับนี้ โดยลงลายมือชื่อเป็นพยานด้วย พยานโจทก์ต่างเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.2 จ.3 สอดคล้องต้องกัน นายชินพนายโจทก์เป็นผู้ใหญ่บ้านและเป็นผู้เขียนสัญญา ไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าจะเบิกความบิดเบือนความจริง เห็นว่า พยานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าโจทก์จำเลยทำสัญญาหมาย จ.2 จ.3 โดยรู้ว่าเป็นสัญญาเช่า และการที่ไม่ได้มีการตกลงเรื่องค่าเช่ากันแสดงว่าคู่กรณีมิได้ประสงค์จะผูกพันกันในลักษณะสัญญาเช่า แต่ทำไว้เพื่อกันจำเลยโกงดังโจทก์อ้าง ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าเป็นการกู้เงินกันแล้วโจทก์ให้ลงชื่อในสัญญาโดยไม่ทราบว่าเป็นสัญญาเช่นนั้น จำเลยไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ตัวจำเลยที่ 1 เองมิได้มาเบิกความ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานจำเลย กรณีฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เพื่อเป็นการรับรู้ถึงสิทธิของโจทก์ในที่พิพาท ส่วนปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองครอบครองที่พิพาทโดยทำสัญญาเช่าเป็นการรับรู้ถึงสิทธิของโจทก์ไว้ ก็เป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ มิใช่ครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ แม้นายเพียงใดจำเลยก็หาได้กรรมสิทธิ์โดยการ ครอบครองปรปักษ์ ไม่ ที่พิพาทเป็นของโจทก์เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองอยู่ต่อไป โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองออกไปจากที่พิพาทได้ ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า เมื่อฟังไม่ได้ว่าสัญญาที่ทำไว้เป็นสัญญาเช่าก็เท่ากับไม่มีสัญญาเช่าโจทก์จะนำมาฟ้องร้องบังคับคดีแก่จำเลยมิได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าสัญญาเช่าระงับไปแล้ว จำเลยไม่ยอมรื้อบ้านออกไป ขอให้ขับไล่ ย่อมเป็นเรื่องเรียกทรัพย์คืน โจทก์มิได้ฟ้องบังคับตามสัญญาเช่า จึงหาต้องอาศัยหนังสือสัญญาเช่าไม่ ทั้งการที่ศาลฟังว่าจำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยสัญญาเช่าที่ทำขึ้นเพื่อรับรู้สิทธิของโจทก์ จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการ ครอบครองปรปักษ์ ก็เป็นการวินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ตามฟ้องนั่นเอง หาเป็นการนอกฟ้องดังจำเลยอ้างไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและยกฟ้องแย้งของจำเลยเสีย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4561 - 4562/2531 นายทองหล่อ รื่นพจน์ โจทก์ นายสะโอด ไกรศีลสม กับพวก ล. ป.พ.พ. ม. 368 , ม. 537 , ม. 1336 , ม. 1382 ป.วิ.พ. ม. 142