ฎีกาที่ 5227/2531
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คำกล่าวของจำเลยขณะเมาสุราต่อหน้าคนหลายคนในร้านค้าว่าจะเอารถของผู้เสียหาย มิใช่วิสัยของคนร้ายที่จะบอกให้เจ้าทรัพย์รู้ตัวก่อน ที่จำเลยใช้ขวานงัดช่องไขกุญแจแล้วถีบคันสตาร์ดรถจักรยานยนต์ก็เป็นที่เข้าใจว่าเครื่องยนต์จะไม่ติด และไม่ปรากฎว่าจำเลยต่อสายไฟตรงเพื่อให้เครื่องยนต์ติดแต่อย่างใด จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาพยายาม ชิงทรัพย์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐาน ชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 5) พ.ศ.2525 มาตรา 13 จำเลยให้การปฎิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 339 วรรคสอง จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยกระทำผิดฐานพยายาม ชิงทรัพย์ หรือไม่ ทางนำสืบของโจทก์มีนางสำเนียง นายประยงค์ เป็นพยานโจทก์ เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยถือขวานยาวประมาณ 1 ช่วงแขนเข้าไปในร้านขายก๋วยเตี๋ยวบอกนางสำเนียงว่าจะเอารถ แล้วใช้คมขวานงัดช่องไขกุญแจรถงัดโคมไฟหน้ารถ ต่อสายไฟตรง ถีบคันสตาร์ด แต่เครื่องไม่ติดเอารถไปไม่ได้และรถล้มลงตรงที่จอด เห็นว่า ขณะเกิดเหตุนางสำเนียง พยานเบิกความว่า จำเลยมีอาการเมาสุราเข้าในร้านขายก๋วยเตี๋ยวของนายประยงค์ด้วยท่าทางพาลหาเรื่อง ซึ่งจำเลยก็นำสืบว่า วันเกิดเหตุจำเลยดื่มสุรามาจากงานแต่งงาน มีอาการเมาสุราไม่รู้เรื่องอะไร ฉะนั้นที่จะเลยบอกนางสำเนียงว่าจะเอารถเป็นการพูดต่อหน้าคนในร้านขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งตามคำเบิกความของนายประยงค์พยานเจ้าของร้านว่ามีคนอยู่หลายคนการพูดดังกล่าวจึงไม่ใช่วิสัยของคนร้ายที่จะต้องบอกให้เจ้าทรัพย์รู้ตัวก่อน เชื่อว่าที่จำเลยพูดออกไปเพราะความเมาสุรา ที่พยานได้เห็นจำเลยใช้คมขวานงัดตรงช่องที่ไขกุญแจแล้วถีบคันสตาร์ดก็เป็นที่เข้าใจของคนทั่ว ๆ ไปว่าเครื่องยนต์จะต้องไม่ติด และที่พยานได้เห็นจำเลยงัดโคมไฟหน้ารถและต่อสายไฟตรงก็เป็นการเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยต่อสายไฟตรงด้วยวิธีการอย่างไร และจากการตรวจรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุของพนักงานสอบสวนตามเอกสาร จ.4 ก็ปรากฎแต่เพียงว่าบริเวณไฟหน้ารถมีรอยแงะเปิดอ้าอยู่เท่านั้น ไม่ปรากฎว่ารถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุมีร่องรอยการต่อสายไฟตรงดังคำเบิกความของพยานโจทก์แต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาพยายาม ชิงทรัพย์ รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5227/2531 พนักงานอัยการ จังหวัด ลพบุรี โจทก์ นาย นคร บรรจง จำเลย ป.อ. ม. 59 , ม. 80 , ม. 339 ป.วิ.อ. ม. 227