ฎีกาที่ 4303/2530
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ที่ดินพิพาทเป็นของมารดาโจทก์และจำเลยทั้งสาม เมื่อมารดาถึงแก่กรรม ที่พิพาทเป็น มรดก ตกทอดเป็นของโจทก์จำเลยทั้งสามร่วมกันและได้ร่วมกันครอบครองตลอดมาโดยโจทก์และจำเลยที่ 1ที่ 2 ต่างปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่พิพาทส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ได้ปลูกบ้าน แต่ได้อาศัยอยู่กับจำเลยที่ 2 จนกระทั่งมีสามี จำเลยที่ 3 จึงแยกไปอยู่ที่อื่นกับสามีนาน 7-8 ปี พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันครอบครองที่พิพาทซึ่งเป็น มรดก ที่ยังไม่ได้แบ่งแทนจำเลยที่ 3 ด้วยและถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ถูกแย่งสิทธิครอบครองในที่พิพาทไปเกิน 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 จำเลยที่ 3ยังมีสิทธิครอบครองที่พิพาทอยู่ 1 ใน 4 ส่วน
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่พิพาทเป็นของนายเชย นางเหมือน ซึ่งเป็นปู่และย่าของโจทก์และจำเลยที่ 1 ก่อนถึงแก่กรรมบุคคลทั้งสองยกที่พิพาทให้โจทก์แต่ผู้เดียว ส่วนจำเลยทั้งสามต่างแยกย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 2 กลับมาขออาศัยโจทก์ปลูกบ้านอยู่ในที่พิพาท เมื่อโจทก์ขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยทั้งสามคัดค้านขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามถอนคำร้องคัดค้าน หากไม่ถอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และห้ามจำเลยกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่พิพาท จำเลยทั้งสามให้การว่านายเชยได้ยกที่พิพาทให้นางเชยมารดาโจทก์จำเลยทั้งสามโจทก์จำเลยทั้งสามได้อาศัยกับมารดาตลอดมา ต่อมาโจทก์มีสามีจึงพากันไปอยู่ที่อื่นส่วนจำเลยทั้งสามคงอยู่กับมารดา ก่อนมารดาถึงแก่กรรม มารดาได้ยกที่พิพาทให้บุตรทุกคน หลังจากมารดาถึงแก่กรรม โจทก์กับสามีใหม่กลับมาปลูกบ้านอาศัยในที่พิพาทต่อมาโจทก์ขอออก น.ส.3 ที่พิพาทเป็นของโจทก์แต่ผู้เดียว จำเลยทั้งสามจึงคัดค้านขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมในที่พิพาทหนึ่งในสี่ส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าที่พิพาทเป็น มรดก ของนางเชยมารดาโจทก์จำเลยทั้งสาม ปัญหาต่อไปมีว่าจำเลยทั้งสามมีสิทธิในที่พิพาทอยู่หรือไม่ ปรากฏว่าโจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างมีบ้านพักอาศัยคนละหลังในที่พิพาทจนกระทั่วทุกวันนี้ซึ่งโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านในที่พิพาทได้ 7-8 ปีแล้ว จำเลยที่ 2 ปลูกประมาณ พ.ศ. 2513เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีบ้านปลูกอยู่ในที่พิพาทใช้อยู่อาศัย ทั้งที่ดินที่ปลูกบ้านก็เป็นที่ดิน มรดก และไม่ปรากฏว่าต้องชำระค่าใช้ที่ดินที่ปลูกบ้านให้ผู้ใด พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ต่างถือสิทธิว่าตนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของที่พิพาทสำหรับจำเลยที่ 3 นั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ไม่มีบ้านปลูกอยู่ในที่พิพาท แต่ก็เคยอาศัยอยู่ในบ้านของจำเลยที่ 2 จนกระทั่งมีสามีและเพิ่งย้ายออกจากที่พิพาทไปอยู่กับสามีได้7-8 ปี จึงต้องถือว่าโจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ครอบครองที่พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์ มรดก ที่ยังไม่ได้แบ่งแทนจำเลยที่ 3 ด้วย และไม่ถือว่าจำเลยที่ 3 ถูกแย่งการครอบครองที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 จำเลยที่ 3 คงมีสิทธิในที่พิพาท1 ใน 4 ส่วนเท่ากับส่วนของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4303/2530 นางกัลยา หรืออุดม พงษ์ดาบเพ็ชร์ โจทก์ นางสมจิตต์ กลัดจำนงค์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1357 , ม. 1375 , ม. 1599