ฎีกาที่ 5833/2530
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้ใช้ค่าเสียหาย โบนัสเงินเดือน เงินบำเหน็จและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ย หรือให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและเงินเดือนที่ไม่น้อยกว่าที่โจทก์ได้รับในขณะถูกเลิกจ้างเมื่อศาลเห็นว่าโจทก์กับจำเลยสามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้และใช้ดุลพินิจสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน ศาลก็มีอำนาจที่จะสั่งไม่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายตามฟ้องให้โจทก์อีกตามความในมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน ซึ่งให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจสั่งให้จำเลยปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควร ไม่เป็นการพิพากษาไม่ครบตามข้อหาในคำฟ้อง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเบิกค่าทำงานในวันหยุดกับค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติไม่ถูกต้องตามระเบียบ และตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์กับแจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานโดยกล่าวหาว่าทุจริตต่อหน้าที่ หลังจากนั้นพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ การที่จำเลยไล่โจทก์ออกจากงานโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์เสียหายและเสื่องเสียชื่อเสียง ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย โบนัส เงินเดือนจนเกษียณอายุ เงินบำเหน็จค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ย หรือให้จำเลยยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างและแต่งตั้งโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราเงินเดือนไม่น้อยกว่าที่โจทก์ได้รับในขณะถูกเลิกจ้าง จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างเพราะโจทก์ทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินตามฟ้องและไม่มีสิทธิขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน ก่อนฟ้องโจทก์ไม่ได้ทวงถาม จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ย ศาล แรงงาน กลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้กระทำการโดยทุจริตและไม่ได้ทำผิดระเบียบข้อบังคับอันเป็นกรณีร้ายแรง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในสภาพการจ้างและอัตราเงินเดือนไม่น้อยกว่าที่โจทก์ได้รับขณะเลิกจ้าง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่า ที่ศาล แรงงาน กลางไม่ได้กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์โดยอ้างว่าชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบว่าขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือให้ชดใช้เงิน แสดงว่าโจทก์ต้องการขอให้ศาลพิพากษาอย่างใดอยา่งหนึ่งเป็นการพิพากษาไม่ครบตามข้อหาในคำฟ้อง เพราะตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการกำหนดให้จำเลยเลือกปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง มิใช่ให้ศาลเลือกพิพากษาอย่างใดอย่างหนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 ซึ่งบัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างถ้าศาล แรงงาน เห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาล แรงงาน อาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไป ฯลฯ ถ้าศาล แรงงาน เห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาล แรงงาน กำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้แทน ฯลฯ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวศาล แรงงาน กลางจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้จำเลยปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้เมื่อศาล แรงงาน กลางใช้ดุลพินิจสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานแล้วก็มีอำนาจสั่งไม่ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์อีกได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5833/2530 นายมงคล อัจฉริยะโพธา โจทก์ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย จำเลย ป.วิ.พ. ม. 142 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49