ฎีกาที่ 5353/2530
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยเป็นหนี้ธนาคารโดยเบิกเงินเกินบัญชี เป็นเงิน300,000บาทเศษ แต่มีที่ดินจำนองเป็นประกัน 3 แปลง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยเป็นหนี้ บุคคลอื่นอีก มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเป็นคดี ล้มละลาย เป็นกรณีเรียกเงินตามเช็ค ที่สั่งจ่ายล่วงหน้าตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเช็คส่วนมากยังไม่ถึงกำหนด สำหรับเช็คบางฉบับที่ถึงกำหนดแล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คเป็นคดีอื่น จำเลยก็ยอมใช้จนครบนอกจากนี้จำเลยยังมีทรัพย์สินอยู่อีกหลายอย่างกับมีอาชีพจัดสรรที่ดินขายด้วย แสดงว่ามีฐานะมั่นคงพอที่จะชำระหนี้ได้ คดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวอันโจทก์จะฟ้อง ให้ ล้มละลาย ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2525 จำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน 800,000 บาทครบกำหนดชำระคืน วันที่ 2 ธันวาคม 2526 จำเลยไม่ชำระและทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชำระเงิน 110,000 บาท และออกเช็คของจำเลยกับผู้อื่นมอบให้โจทก์เป็นเงิน 690,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยผิดสัญญาเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาจำเลยจึงยอมชำระหนี้ตามเช็คเป็นเงิน 150,000 บาท จำเลยจงใจผิดสัญญาจึงเรียกให้ชำระเงินที่เหลือ 540,000 บาท แต่จำเลยไม่ยอมชำระ เมื่อทวงถามหลายครั้ง จำเลยแจ้งว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้เพราะเป็นหนี้บุคคลอื่นอีกมาก จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวจึงฟ้องขอให้เป็นบุคคล ล้มละลาย จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบการค้าจัดสรรที่ดินเพื่อขายมีโรงงานทำอิฐด้วยเครื่องจักร ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ได้ความจากพยานโจทก์เพียงว่าจำเลยเป็นหนี้ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาอุบลราชธานีโดยเบิกเงินเกินบัญชี 300,000 บาทเศษเท่านั้น แต่มีที่ดินจำนองเป็นประกันอยู่ 3 แปลงโดยธนาคารตีราคาที่ดินเพียง 50-60 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่แท้จริง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นหนี้บุคคลอื่นอีกมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้อง เป็นกรณีเรียกเงินตามเช็คที่สั่งจ่ายล่วงหน้าตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งส่วนมากยังไม่ถึงกำหนดสั่งจ่าย ส่วนเช็คบางฉบับที่ถึงกำหนดแล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คเป็นคดีอื่น จำเลยยอมใช้จนครบไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะไม่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ นอกจากนี้จำเลยยังมีทรัพย์สินอีกหลายอย่าง เช่น ที่ดิน บ้านอยู่อาศัย โรงงานทำอิฐ ร้านขายเครื่องจักร เครื่องสีข้าวและยังมีอาชีพจัดสรรที่ดินขายด้วย แสดงว่ายังมีฐานะมั่นคงพอที่จะชำระหนี้ได้จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวอันโจทก์จะฟ้องให้ ล้มละลาย ได้ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5353/2530 นายฮั้งเจียว แซ่ตั้ง โจทก์ นายประสาท บัวขจร จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14