ฎีกาที่ 3620/2530
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คู่ความท้ากันให้ศาลชี้ขาดประเด็นเดียวโดยถือเป็นข้อแพ้ชนะในคดีว่าการถอนคำขอรับชำระหนี้ของจำเลยในคดี ล้มละลาย จะทำให้ผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ยังคงต้องรับผิดต่อธนาคารจำเลยต่อไปหรือไม่ กรณีนี้ปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้เคยยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดี ล้มละลาย แล้ว แต่ต่อมาได้ถอนคำขอดังกล่าว เท่ากับว่าไม่เคยมีคำขอรับชำระหนี้ และเวลาก็ล่วงเลย2 เดือนไปแล้วย่อมเป็นผลให้จำเลยหมดสิทธิที่จะเรียกร้องหนี้รายนี้จากลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 27 และ 91 แต่ก็เป็นการหมดสิทธิที่จะเรียกร้องจากลูกหนี้มิใช่เป็นการที่หนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 อันจะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด ดังนั้นผู้ค้ำประกันจึงยังคงต้องรับผิดต่อธนาคารจำเลยอยู่ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมต้องแพ้คดีตามคำท้า.
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกนางผัน กลิ่นประเสริฐนางผันและโจทก์ที่ 2 ได้จำนองที่ดินไว้กับจำเลยเพื่อค้ำประกันนายไสว เลิศไพรวันซึ่งเป็นคอมปราโดร์ธนาคารจำเลยเมื่อนายไสวพ้นจากตำแหน่ง จำเลยไม่ยอมไปถอนการจำนองทำให้โจทก์เสียหายขอให้ศาลบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนถอนการจำนอง หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยคืนโฉนดให้แก่โจทก์กับให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่านายไสวปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดทำให้จำเลยเสียหาย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะไม่ยอมให้โจทก์ไถ่ถอนการจำนองขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแย้งแก่จำเลย โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่าโจทก์ทั้งสองไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง เพราะหนี้ที่นายไสวมีต่อจำเลยระงับแล้วเนื่องจากจำเลยฟ้องนายไสวเป็นจำเลยในคดี ล้มละลาย ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยยื่นคำขอรับชำระหนี้ ศาลเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้ ต่อมาจำเลยถอนคำขอรับชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตการกระทำของจำเลยย่อมเป็นการลบล้างเสมือนหนึ่งไม่เคยยื่นคำขอรับชำระหนี้เลย เมื่อศาลมีคำสั่งปิดคดี ล้มละลาย แล้ว จำเลยไม่อาจนำคดีมาฟ้องแย้งได้ โจทก์ไม่ต้องรับผิดขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้จำนองแก่จำเลย โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคู่ความท้ากันให้ศาลชี้ขาดประเด็นเดียวว่าการถอนคำขอรับชำระหนี้ของจำเลยในคดี ล้มละลาย จะทำให้มารดาของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะยังต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันต่อธนาคารจำเลยต่อไปหรือไม่ถ้าศาลชี้ขาดในประเด็นนี้แล้วถือเป็นข้อแพ้ชนะในคดีนี้พิเคราะห์แล้วเห็นว่ากรณีนี้นายไสวลูกหนี้ได้ถูกฟ้องคดี ล้มละลาย จนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้เคยยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว แต่ต่อมาได้ถอนคำขอดังกล่าวเท่ากับไม่เคยมีการขอรับชำระหนี้ และเวลาก็ล่วงเลย 2 เดือนไปแล้วย่อมเป็นผลให้จำเลยหมดสิทธิที่จะเรียกร้องหนี้รายนี้จากนายไสวตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และ 91 แต่ก็เป็นการหมดสิทธิที่จะเรียกจากลูกหนี้ มิใช่เป็นการที่หนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 698อันจะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด ฉะนั้นมารดาโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อจำเลยโจทก์ทั้งสองต้องแพ้คดีตามคำท้า พิพากษาแก้เป็นว่าให้โจทก์ที่ 1 ชำระดอกเบี้ย 75,000 บาทแก่จำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3620/2530 นางสาว ถนอมศ รี กลิ่น ประเสริฐ กับพวก โจทก์ ธนาคาร มหานคร จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 698 ป.วิ.พ. ม. 182 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 , ม. 91