ฎีกาที่ 4547/2530
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 3
พ.ศ. 2502 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 147 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 147 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 13
พ.ศ. 2502 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 13 ให้ยกเลิกความในมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก...
ย่อสั้น
จำเลยที่ 1 เป็นนายทะเบียนยานพาหนะจังหวัด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ช่วยเสมียนยานพาหนะจังหวัดเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการไม่ได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 จึงไม่อาจจะมีผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานสนับสนุนความผิดดังกล่าว โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 147, 157, 161, 162, 264, 265 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 83, 147, 161 ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 147, 161 ประกอบด้วยมาตรา 86 ข้อหาความผิดอื่นให้ยก เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในข้อหาตามมาตรา 157, 264 และ 265 แล้วโจทก์มิได้อุทธรณ์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ฝ่ายเดียว และศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามมาตรา 147 และ 161 จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามมาตรา 161 ก็จะยกข้อหาตามมาตรา 157, 264 และ 265 ซึ่งยุติไปแล้วขึ้นวินิจฉัยอีกไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กำกับตำรวจภูธร จังหวัดชัยภูมิ และเป็นนายทะเบียนยานพาหนะจังหวัดชัยภูมิ มีหน้าที่รับคำขอจดทะเบียนรถยนต์ ทำหรือกรอกข้อความลงในเอกสารใบอนุญาตทะเบียนรถยนต์ เก็บรักษาเงินค่า ภาษี และค่าธรรมเนียมรถยนต์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ช่วยเสมียนยานพาหนะจังหวัดชัยภูมิ มีหน้าที่รับคำขอจดทะเบียนรถยนต์ตลอดทั้งหน้าที่ต่าง ๆ เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ ก. เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2519 เวลากลางวัน จำเลยได้ร่วมกันรับจดทะเบียนรถยนต์ประเภทออมนิบัสรับจ้างพิเศษให้แก่บริษัทสุรนารีทรานสปอร์ จำกัด 10 คัน ด้วยการกรอกและให้ผู้อื่นกรอกข้อความลงในใบอนุญาตทะเบียนรถยนต์ 10 ฉบับ และได้ออกหมายเลขทะเบียนรถยนต์ของจังหวัดชัยภูมิรวม 10 หมายเลขให้แก่บริษัทสุรนารีทรานสปอร์ต จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในช่องนายทะเบียนในใบอนุญาตทะเบียนรถยนต์ทั้ง 10 ฉบับ เพื่อให้เป็นหลักฐานว่าได้รับจดทะเบียนรถยนต์ทั้ง 10 คัน โดยรถทั้ง 10 คันได้เสียค่า ภาษี และค่าธรรมเนียมแล้วโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งตามระเบียบแล้วจำเลยทั้งสองจะรับจดทะเบียนรถทั้ง 16 คันไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดเห็นว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ข. ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันรับเงินค่า ภาษี ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนรถยนต์จากบริษัทสุรนารีทรานสปอร์ต จำกัด ผู้ขอจดทะเบียนรถยนต์ทั้ง 10 คัน เป็นเงิน 21,750 บาท และได้รับค่าธรรมเนียมป้ายรถยนต์จำนวน 10 คัน เป็นเงิน 500 บาท แล้วบังเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต เป็นการปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทสุรนารีทรานสปอร์ต จำกัด กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 147, 157, 161, 162, 264, 265
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 3, 13 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2524) ข้อ 2 และนับโทษต่อจากโทษจำเลยแต่ละคนในคดีที่ขอนับโทษต่อ ให้จำเลยร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 22,250 บาท แก่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ กรมตำรวจ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีตามที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 161 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามมาตรา 91 ความผิดตามมาตรา 147 ลงโทษจำคุก 5 ปี ความผิดตามมาตรา 161 ลงโทษจำคุก 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 147, 161 ประกอบด้วยมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามมาตรา 91 ความผิดตามมาตรา 147 ประกอบด้วยมาตรา 86 ลงโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน ความผิดตามมาตรา 161 ประกอบด้วยมาตรา 86 ลงโทษจำคุก 8 เดือน รวม 2 กระทงคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 616/2524, 870/2524, 916/2524, 1150/2524, 1230/2524, 292/2524, 1478/2524 และ 1480/2524 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยร่วมกันคืนเงิน ภาษี 21,750 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาความผิดและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานยักยอกและฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 161 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาทั้งสองนี้ด้วย จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา 161 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหานี้ด้วย คงลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานยักยอก มาตรา 147 ประกอบด้วยมาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 รับราชการในตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ เป้นนายทะเบียนยานพาหนะจังหวัดชัยภูมิ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำกองกำกับการตำรวจภูธร จังหวัดชัยภูมิ หน้าที่เสมียนทะเบียนยานพาหนะประเภทล้อเลื่อน เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2519 นายอนามัย เทียนชัย ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรถยนต์ 10 คัน เป็นรถประเภทออมนิบัส โดยยื่นต่อจำเลยที่ 2 ที่แผนกยานพาหนะ กองกำกับการตำรวจภูธร จังหวัดชัยภูมิ พร้อมทั้งได้จ่ายเงินค่า ภาษี ทะเบียนรถเป็นเงิน 21,750 บาท กับค่าธรรมเนียมป้ายรถยนต์เป็นเงิน 500 บาท แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้รวบรวมเรื่องราวนำเสนอต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อในช่องนายทะเบียนในใบอนุญาตทะเบียนรถยนต์ทั้ง 10 คัน จนเรียบร้อยและมอบให้แก่นายอนามัยไปแล้ว จำเลยที่ 2 ได้เบียดบังยักยอกเอาเงินค่า ภาษี รถยนต์ทั้ง 10 คันไป ต่อมาปี พ.ศ. 2520 นายอนามัยได้ขอเสีย ภาษี รถยนต์ทั้ง 10 คัน และปี พ.ศ. 2521 ได้มีการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการทุจริตในแผนกทะเบียนยานพาหนะ กองกำกับการตำรวจภูธร จังหวัดชัยภูมิ และคณะกรรมการดังกล่าวตรวจพบว่า รถทั้ง 10 คันดังกล่าวได้จดทะเบียนไม่ถูกต้องเพราะไม่ได้รับการตรวจสภาพจากกรมการขนส่งทางบก และผู้ขอไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการขนส่งมาก่อน เชื่อว่าใบอนุญาตทะเบียนรถยนต์ทั้ง 10 คันเป็นทะเบียนปลอมและมีการยักยอกค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จึงได้มีการสอบสวนและดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสอง มีปัญหาในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 161, 83 หรือไม่ จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนความผิดตามมาตรา 161 หรือไม่ และถ้าจำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้วจะพิจารณาความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 264 และ 265 และจำเลยที่ 2 ผิดตามมาตรา 157, 264, 265 ประกอบมาตรา 86 หรือไม่ ในปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 161 หรือไม่นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว แล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ส่วนปัญหาที่ว่า จำเลยที่ 2 จะมีความผิดฐานสนับสนุนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการไม่ได้กระทำผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่อาจจะมีผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว สำหรับในปัญหาที่ว่า จะต้องพิจารณาความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 264 และ 265 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 157, 264, 265 ประกอบมาตรา 86 หรือไม่นั้นเห็นว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 257, 264 และ 265 แล้วโจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีในข้อหาดังกล่าวนี้จึงยุติไปแล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยคดีข้อหาเหล่านี้ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4547/2530 พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ พันตำรวจเอกอนันต์ ดวงบุปผา กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 83 , ม. 86 , ม. 157 , ม. 161 , ม. 264 , ม. 265 ป.วิ.อ. ม. 193