ฎีกาที่ 2860/2530
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์บรรยายฟ้องว่า ทางพิพาทนอกจากเป็นถนนสาธารณะแล้วยังเป็นทาง ภาระจำยอม และทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์จำเลยทำรั้วปิดกั้นทางพิพาทโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ขอให้รื้อรั้วและทำสภาพที่ดินให้เหมือนเดิม ดังนี้ ข้อหาตามฟ้องคือจำเลยปิดกั้นทางพิพาทโดยจำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย และคำขอบังคับคือให้จำเลยรื้อรั้วและทำสภาพที่ดินให้เหมือนเดิม ส่วนข้อความที่ว่าทางพิพาทเป็นถนนสาธารณะ เป็นทาง ภาระจำยอม และเป็นทางจำเป็นเป็นเพียงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องพิจารณาต่อไปว่าความจริงเป็นอย่างไรคำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการบรรยายโดยแจ้งชัดเท่าที่โจทก์จะกระทำได้ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม.
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า ทางพิพาทเป็นถนนสาธารณะ เป็นทาง ภาระจำยอม และเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ จำเลยทำรั้วปิดกั้นโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ขอให้รื้อถอนรั้วและใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะบรรยายฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทั้งทางสาธารณะ ทาง ภาระจำยอม และทางจำเป็น ซึ่งจะเป็นทั้งสามประการย่อมไม่ได้ มูลข้อเท็จจริงผิดกันเป็นฟ้องที่ไม่แจ้งชัด ยากที่จำเลยจะแก้ข้อหาได้ถูกต้อง ในวันชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นสั่งงดชี้สองสถานกับงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่า โจทก์และคนในที่ดินโจทก์ใช้ถนนสายตลาดนอกท่า-บ้านพรุชลใต้ ซึ่งเป็นถนนสาธารณะที่โจทก์และประชาชนทั่วไปใช้สัญจรไม่น้อยกว่า 50 ปีแล้ว เป็นเส้นทางคมนาคมจากบ้านพรุชลใต้ออกมายังถนนหลวงสายนครศรีธรรมราช-นบพิตำ ข้อความตอนนี้แสดงว่า ถนนสายตลาดเอกท่า-บ้านพรุชลใต้ เป็นทางสาธารณะ และที่ระบุว่าโจทก์และประชาชนทั่วไปใช้สัญจรไม่น้อยกว่า 50 ปีแล้วแสดงว่าโจทก์ได้สิทธิ ภาระจำยอม เหนือทางพิพาท ส่วนทางพิพาทจะเป็นที่ดินที่มีเจ้าของหรือทางสาธารณะเป็นอีกปัญหาหนึ่ง และฟ้องโจทก์มีข้อความตอนต่อไปว่า นอกจากใช้ถนนสาธารณะสายตลาดนอกท่า-บ้านพรุชลใต้ เป็นเส้นทางคมนาคมสู่ที่อื่น ๆ ได้แล้ว โจทก์ไม่มีเส้นทางใดอีกเลย ซึ่งแสดงว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ข้อความที่โจทก์บรรยายมาทั้งหมดเป็นเพียงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเท่านั้นข้อหาตามฟ้องโจทก์คือจำเลยมาปิดกั้นทางพิพาทโดยจำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายและคำขอบังคับของโจทก์คือ ให้จำเลยรื้อรั้วและทำสภาพที่ดินให้เหมือนเดิม ข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาทั้งสามประการ เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องพิจารณาต่อไปว่าความจริงเป็นอย่างไร อาจจะเป็นเพียงประการเดียวหรือทั้งสามประการก็ได้ ศาลฎีกาเห็นว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นการบรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดเท่าที่โจทก์จะกระทำได้ตามข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ชอบที่ศาลจะดำเนินคดีของโจทก์ต่อไป ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2860/2530 นาย พร้อม กิจ เกตุ โจทก์ นาง เพิ่ม นนทเภท กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1304 , ม. 1349 , ม. 1387 ป.วิ.พ. ม. 172