ฎีกาที่ 4497-4500/2530
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้การกระทำอันเป็นมูลให้จำเลยฟ้องโจทก์จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่จำเลยได้ฟ้องเท็จโจทก์หลายคดี โดยแบ่งการกระทำเป็นหลายครั้งหลายกรรมแสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาอัน เดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม เมื่อจำเลยเอาความเท็จมาฟ้องคดีโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและความผิดของจำเลยย่อมเกิดขึ้นทันทีที่จำเลยฟ้องคดี หาใช่ความผิดของจำเลยเกิดขึ้นและโจทก์เป็นผู้เสียหายเมื่อคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ถึงที่สุดแล้วไม่
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องทั้งสี่สำนวนว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลอาญากล่าวหาว่าโจทก์กระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมและ ยักยอก รวม 5 สำนวน ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 175 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ประทับฟ้องเฉพาะนายนิมนต์จำเลย นายนิมนต์จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่านายนิมนต์จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 175 นายนิมนต์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน นายนิมนต์จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่นายนิมนต์จำเลยฎีกาว่าแม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องจำเลยมาหลายคดีก็ตาม แต่ตามลักษณะของคดีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดนั้น เห็นได้ว่า เป็นมูลคดีอันเดียวกันโดยมีเจตนาอันเดียวกันและแม้จำเลยจะยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองหลายคดีโดยแบ่งการกระทำเป็น หลายครั้งก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน นั้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าเมื่อจำเลยเองก็ยอมรับว่าจำเลยฟ้องโจทก์หลายคดีโดยแบ่งการกระทำเป็นหลายครั้ง เช่นนี้แสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาอันเดียวกัน เมื่อความผิดของจำเลยเกิดจากการที่จำเลยฟ้องโจทก์ ย่อมเห็นได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยนั้นแบ่งการกระทำเป็นหลายครั้งหลายกรรมเช่นเดียวกับที่จำเลยฟ้องโจทก์ ทั้งจำเลยก็ประสงค์จะให้ศาลลงโทษโจทก์หลายกรรม จะอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหาได้ไม่ นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองก็ฟ้องจำเลยเป็น 4 คดี แต่ละคดีนั้นระบุความผิดของจำเลยที่ฟ้องโจทก์ในต่างคดีกันเห็นได้ชัดว่าโจทก์ฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยต่างกรรมต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาก็เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า คดีที่จำเลยฟ้องโจทก์กับพวกยังไม่ถึงที่สุดเพราะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาไม่เป็นการแน่ชัดว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาของโจทก์หรือไม่ ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามข้อกล่าวหาของโจทก์ยังไม่ได้ โจทก์ยังไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเอาความเท็จมาฟ้องคดีโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและความผิดของจำเลยย่อมเกิดขึ้นทันทีที่จำเลยฟ้องคดี หาใช่ความผิดของจำเลยเกิดขึ้นและโจทก์เป็นผู้เสียหายเมื่อคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ถึงที่สุดแล้ว ดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4497 - 4500/2530 นายวิศิษฐ์ ศรีสมบูรณ์ โจทก์ นายนิมนต์ วงศ์ชินศรี กับพวก ล. ป.อ. ม. 59 , ม. 91 , ม. 175 ป.วิ.อ. ม. 2 (4)