ฎีกาที่ 4397/2530
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาของธนาคารโจทก์ร่วมได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของธนาคาร กระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตผิดระเบียบเกี่ยวกับการอนุมัติเบิกจ่ายเงินจนลูกค้าธนาคารโจทก์ร่วมเป็นลูกหนี้ธนาคารโจทก์ร่วมสูงกว่าหลักประกันถึงหกแสนบาทเศษ ดังนี้ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของธนาคารโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 353 แล้ว เงินที่จำเลยอนุมัติให้เบิกจ่ายไปจากบัญชีกระแสรายวันของลูกค้าธนาคารโจทก์ร่วมเป็นเงินของธนาคารโจทก์ร่วม ธนาคารโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์และขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ หนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยและผู้เกี่ยวข้องไม่จำเป็นต้องระบุว่าให้ร้องทุกข์กี่คดีและไม่จำเป็นต้องกำหนดระยะเวลาการมอบอำนาจไว้ ฟ้องไม่ได้บรรยายว่าจำเลยครอบครองทรัพย์และเบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหาย โจทก์เพียงแต่อ้าง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 มาในคำขอท้ายฟ้องเท่านั้นจำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353,354 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 697,665.94 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาสหธนาคารผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามมาตรา 354 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวนตามฟ้องและดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การ ยักยอก ทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 353 ทรัพย์ดังกล่าวจะต้องเป็นวัตถุมีรูปร่างที่จับต้องสัมผัสได้ ยอดเงินในบัญชีกระแสรายวันไม่ใช่เงินหรือทรัพย์สินตามบทมาตราดังกล่าว เห็นว่า การที่จำเลยได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของโจทกืร่วมในตำแหน่งผู้จัดการสาขาปราณบุรี แล้วกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริต ผิดระเบียบเกี่ยวกับการอนุมัติเบิกจ่ายเงินในบัญชีกระแสรายวันของนางนิภาจนยอดเงินที่นางนิภาเป็นหนี้โจทก์ร่วมตามบัญชีดังกล่าวสูงกว่าหลักประกันถึง 659,730.24 บาท ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของโจทก์ร่วม ตามความหมายของ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 353 แล้ว ปัญหาโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า แม้เงินที่จำเลยอนุมัติให้เบิกจ่ายไปจะเบิกจ่ายจากบัญชีกระแสรายวันของนางสาวนิภา ก็เป็นเงินของโจทก์ร่วมที่จำเลยยอมให้มีการเบิกเกินบัญชีไปโดยผิดระเบียบเกินอำนาจที่จำเลยได้รับมอบหมาย หาใช่เงินฝากของนางสาวนิภาไม่ โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายจึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยและเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ได้ ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายวินิต บัณฑุรัตน์ ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เห็นว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความระบุว่า ให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินการร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาเอาผิดกับจำเลยและบุคคลที่เกี่ยวข้องในทางอาญาและในทุกกรณี เป็นการมอบอำนาจโดยชัดแจ้งแล้ว ไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าให้ผู้รับมอบอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยกี่คดี และไม่จำเป็นต้องกำหนดระยะเวลาไว้หนังสือมอบอำนาจหมาย จ.1 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยครอบครองทรัพย์และเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 โจทก์เพียงแต่อ้างบทมาตราดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดดังกล่าวด้วยเป็นการไม่ชอบ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4397/2530 พนักงานอัยการ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ สหธนาคาร จำกัด โจทก์ นายธาดา เรืองโชติวิทย์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 797 , ม. 1336 ป.อ. ม. 352 , ม. 353 ป.วิ.อ. ม. 2 (4) , ม. 2 (7) , ม. 3 , ม. 28 , ม. 30 , ม. 158 , ม. 161 , ม. 192