ฎีกาที่ 3969/2529
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์บรรทุกจากห้างหุ้นส่วนจำกัด น.ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ในระหว่างผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ได้จัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ขึ้น โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีวัตถุประสงค์ซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์เช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วนจำกัด น.ซึ่งต่อมาได้มีการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด หลังจากนั้นห้างจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือทวงถามค่า เช่าซื้อ รถยนต์และรับชำระหนี้จากโจทก์ โดยตามเอกสารใบแจ้งหนี้ที่หัวกระดาษมีข้อความระบุชื่อห้างจำเลยที่ 1 และได้ระบุชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด น.ในวงเล็บต่อท้ายด้วย ดังนี้ฟังได้ว่า ห้างจำเลยที่ 1 ได้รับโอนกิจการมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด น.โจทก์มีอำนาจฟ้องห้างจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญา เช่าซื้อ ที่ทำไว้กับห้างหุ้นส่วนจำกัด น.ได้ สัญญา เช่าซื้อ รถยนต์กำหนดให้โจทก์ผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ ให้จำเลยรวม 20 งวด เป็นรายเดือนทุกเดือน ถ้าหากผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตามกำหนด จะต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15ต่อปี แต่ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่จำเลย โจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดทุกงวด แต่จำเลยก็ไม่เคยใช้สิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้และดอกเบี้ยที่ค้างเลย แสดงว่าการชำระหนี้รายนี้ฝ่ายจำเลยมิได้เจตนาถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญาโดยเคร่งครัด ซึ่งเท่ากับเป็นการสละเงื่อนเวลาอยู่ในตัวดังนั้นเมื่อโจทก์ชำระค่า เช่าซื้อ ครบถ้วนแล้ว จำเลยจะมาขอคิดดอกเบี้ยเป็นการเพิ่มภาระให้โจทก์ภายหลังไม่ได้ จำเลยจึงต้องโอนรถยนต์ตามสัญญา เช่าซื้อ ให้โจทก์ โดยโจทก์ไม่ต้องรับผิดเรื่องดอกเบี้ยอีกต่อไป
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์บรรทุกจากห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์ ในราคาคันละ 280,000 บาท มีข้อตกลงว่าโจทก์ต้องชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญาคันละ 80,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระงวดละ 10,000 บาท รวม 20 งวด โจทก์ได้ชำระเงินดาวน์และค่า เช่าซื้อ ตามงวดให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์ตลอดมา ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์เลิกกิจการและโอนกิจการให้แก่ห้างจำเลยที่ 1 โจทก์ได้นำเงินค่า เช่าซื้อ ไปชำระให้แก่จำเลยจนครบถ้วนตามสัญญา และได้บอกกล่าวให้จำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์ทั้งสองคันให้แก่โจทก์แล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับให้จำเลยโอนรถยนต์ทั้งสองคันให้แก่โจทก์และชำระค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยไม่เคยให้โจทก์ เช่าซื้อ รถยนต์บรรทุก 10 ล้อห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์กับห้างจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลที่แยกกันโจทก์ค้างชำระค่า เช่าซื้อ รถยนต์ทั้งสองคันเป็นเงิน 40,000 บาท และค้างดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับไม่นำเงินมาชำระค่าภาษีและนำรถทั้งสองคันไปตรวจสภาพ ทั้งโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองรถพิพาทนั้นอยู่ จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาททั้งสองคันให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน หากไม่ไปจดทะเบียนภายในกำหนด ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2517โจทก์ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์บรรทุก 10 ล้อ จำนวน 2 คัน จากห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์ ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ในราคาคันละ 280,000 บาทชำระเงินในวันทำสัญญา 80,000 บาท ต่อคัน ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเดือนละ 10,000 บาท ต่อคัน เป็นเวลา 20 เดือน โดยงวดแรกเริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2517ส่วนงวดสุดท้ายวันที่ 21 กรกฎาคม 2519 ในระหว่างที่โจทก์ผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ อยู่นั้นจำเลยที่ 2 ได้ต้งห้างหุ้นส่วนจำกัดสระบุรีอีซูซุ จำเลยที่ 1 ขึ้น โดยมีจำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ มีวัตถุประสงค์ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์ทุกชนิดเช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์ แล้วต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2520ห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์ได้จดทะเบียนเลิกห้าง ปัญหาที่จะวินิจฉัยก็คือ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญา เช่าซื้อ ที่ได้ทำไว้กับห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากที่โจทก์ทำสัญญา เช่าซื้อ กับห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์นั้นแล้วต่อมาเดือนสิงหาคม 2519 ปรากฏว่าโจทก์ผิดนัดยังค้างชำะค่า เช่าซื้อ อยู่อีกหลายงวด จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือทวงถามไปยังโจทก์ดังปรากฏตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.3 แต่โจทก์ก็ยังไม่ชำระ ครั้งต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2519 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือทวงถามไปยังโจทก์อีก ดังปรากฏตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.4 ตามใบแจ้งหนี้หรือหนังสือทวงถามเอกสารหมาย จ.3และ จ.4 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีไปถึงโจทก์นั้น ที่หัวกระดาษได้ระบุข้อความไว้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดสระบุรีอีซูซุ แล้วมีข้อความในวงเล็บต่อท้ายว่า หนองแคสมบูรณ์เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือทวงถามฉบับที่ 2 ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.4 นั้นแล้วโจทก์ได้นำเงินค่า เช่าซื้อ ไปชำระเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2519 เป็นเงิน 40,000 บาทเป็นการชำระหนี้ค่า เช่าซื้อ งวดที่ 14 และ 15 ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2520ห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์ก็จดทะเบียนเลิกห้างโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี หลังจากนั้นโจทก์ได้ชำระค่า เช่าซื้อ ให้อีก 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน100,000 บาท ซึ่งครั้งแรกเป็นการชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 16, 17 และครั้งที่ 2เป็นการชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 18 แต่การชำระค่า เช่าซื้อ ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายนั้นจะเป็นการชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 19 และ 20 ด้วยหรือไม่ โจทก์จำเลยยังโต้เถียงกันอยู่ซึ่งศาลฎีกาจะวินิจฉัยในภายหลัง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ได้จัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดสระบุรีอีซูซุจำเลยที่ 1 ขึ้น แล้วต่อมาห้างจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือทวงถามค่า เช่าซื้อ ไปยังโจทก์ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ซึ่งตามข้อความในหัวกระดาษที่ระบุไว้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดสระบุรีอีซูซุ (หนองแคสมบูรณ์) นั้นย่อมหมายความเป็นทำนองว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดสระบุรีอีซูซุ จำเลยที่ 1 กับห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์เป็นห้างเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโจทก์นำเงินค่า เช่าซื้อ ไปชำระเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2520 ซึ่งทางฝ่ายจำเลยได้ทำบันทึกการรับเงินให้แก่โจทก์ไว้ ดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.5 นั้น ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.5 ฉบับนี้ที่หัวกระดาษมีข้อความระบุไว้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดสระบุรีอีซูซุอันเป็นการแสดงอยู่ว่าห้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงิน ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับอยู่ว่าจำนวนเงินที่โจทก์ชำระตามเอกสารหมาย จ.5 นี้ (ชำระเป็นเช็ค) ได้นำไปเข้าบัญชีของห้างจำเลยที่ 1 ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์ได้ตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดสระบุรีอีซูซุ จำเลยที่ 1 ขึ้น โดยมีจำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ แล้วต่อมาได้มีการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์นั้นเสียประกอบกับพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วข้างต้น คดีมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่าห้างจำเลยที่ 1 ได้รับโอนกิจการมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญา เช่าซื้อ ที่ทำไว้กับห้างหุ้นส่วนจำกัดหนองแคสมบูรณ์นั้นได้ ส่วนค่า เช่าซื้อ งวดที่ 19 และ 20 นั้น ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยไปแล้ว มีปัญหาที่จะวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้ชำระดอกเบี้ยในการที่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ให้ตรงตามกำหนดเวลาแล้วหรือไม่ ตามสัญญา เช่าซื้อ ได้กำหนดไว้ว่าหากโจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตามกำหนดต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่จำเลยนั้น โจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดทุกงวดเริ่มตั้งแต่งวดที่ 1 เป็นต้นมา โดยเฉพาะงวดที่ 19 และ 20 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายนั้นโจทก์ผิดนัดเป็นเวลาถึง 15 เดือนเศษกล่าวคืองวดสุดท้ายต้องชำระในวันที่ 21กรกฎาคม 2519 แต่โจทก์เพิ่งจะนำค่า เช่าซื้อ งวดที่ 19 และ 20 ไปชำระเมื่อวันที่ 28กันยายน 2520 ซึ่งทางฝ่ายจำเลยได้ออกใบรับให้ตามเอกสารหมาย จ.5 ดังกล่าวแล้วข้างต้น โดยชำระเป็นเช็คฉบับแรกลงวันที่ 29 กันยายน 2520 เช็คฉบับที่สองลงวันที่ 13 ตุลาคม 2520 สำหรับดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองนำสืบว่าโจทก์ยังค้างชำระดอกเบี้ยอยู่ตามบัญชีเอกสารหมาย ล.7 ซึ่งตามบัญชีดังกล่าวปรากฏว่าโจทก์ค้างชำระดอกเบี้ยตั้งแต่การผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 1 เป็นต้นมาจนถึงงวดที่ 19 และ 20ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย โจทก์ก็ไม่ได้ชำระให้ แต่จำเลยก็ไม่เคยใช้สิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้และดอกเบี้ยที่ค้างเลย แสดงว่าการชำระหนี้รายนี้ทางฝ่ายจำเลยมิได้มีเจตนาถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญาโดยเคร่งครัดแต่ประการใด ซึ่งเท่ากับเป็นการสละเงื่อนเวลาอยู่ในตัว ดังนั้น เมื่อโจทก์ชำระค่า เช่าซื้อ ครบถ้วนแล้วจำเลยก็จะมาขอคิดดอกเบี้ยเป็นการเพิ่มภาระให้โจทก์ภายหลังไม่ได้ จำเลยจึงต้องโอนรถยนต์พิพาททั้งสองคันให้โจทก์ โดยโจทก์ไม่ต้องรับผิดเรื่องดอกเบี้ยต่อไป ส่วนประเด็นเรื่องค่าเสียหายที่โจทก์ไม่สามารถนำรถยนต์ทั้งสองคันไปหาผลประโยชน์ ทำให้ขาดประโยชน์ไปนั้น ได้ความจากคำของโจทก์เองว่าการต่อทะเบียนรถยนต์นั้นเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำเงินไปชำระให้แก่จำเลยที่ 2แล้วจำเลยที่ 2 จะดำเนินการต่อทะเบียนให้ แต่สำหรับปี พ.ศ. 2524 และ 2525 ที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายนั้น โจทก์มิได้นำเงินค่าภาษี (ค่าต่อทะเบียน) ไปชำระให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งตามพฤติการณ์เป็นความผิดของโจทก์เอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเอากับจำเลย พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3969/2529 นายกาทอง กนกะบิณฑะ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสระบุรีอีซูซุ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 154 , ม. 223 , ม. 572 ป.วิ.พ. ม. 55