ฎีกาที่ 4172/2529
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังเช็คมิใช่ผู้ออกเช็ค โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้ออกเช็คอย่างไร การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้อง เฉพาะจำเลยที่ 1 ผู้ออกเช็คส่วนจำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังเช็คให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย ดังนี้ข้อเท็จจริงที่ว่าในวันออกเช็คจำเลยที่ 1 มีเงินในบัญชีพอจ่ายตามเช็คพิพาทหรือไม่ เป็นสาระสำคัญแห่งคดีที่จะแสดงให้เห็นได้ว่าคดีโจทก์มีมูลเป็นความผิดหรือไม่ แม้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ก็ต้องนำสืบให้ปรากฏถึงความข้อนี้ เมื่อโจทก์นำสืบแต่เพียงว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการออกเช็คโดยเจตนา ที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คเท่านั้น จึงฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเช็คลงวันที่ 1 ตุลาคม 2527 สั่งจ่ายเงินจำนวน 20,000 บาท ชำระหนี้แก่โจทก์ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลัง ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2527 โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปขึ้นเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธ การจ่าย ให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าในวันออกเช็คจำเลยมีเงินในบัญชีพอที่จะจ่ายตามเช็คหรือไม่ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ปัญหาข้อแรกมีว่าคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 นั้นโจทก์ได้บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 หรือไม่นั้น เห็นว่าตามมาตรา 3 แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้มีใจความว่า "ผู้ใด" กระทำการตาม (1) ถึง (5) จึงจะมีความผิด กรณีตามฟ้องของโจทก์ผู้ที่จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวคือผู้ออกเช็ค สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าเป็นผู้สลักหลัง ค้ำประกัน ผู้สั่งจ่ายคือจำเลยที่ 1 เท่านั้น ดังนั้นจำเลยที่ 2 มิใช่ผู้ออกเช็คทั้งตามฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างไร การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 สำหรับฎีกาข้อสุดท้ายที่ว่า จำเลยมิได้อุทธรณ์ขึ้นมาแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยเป็นการไม่ชอบนั้น ข้อนี้เห็นว่า เช็คพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องลงวันสั่งจ่ายวันที่ 1 ตุลาคม 2527 แต่โจทก์นำไปขึ้นเงินวันที่ 10 เดือนเดียวกัน ฉะนั้นวันออกเช็คคือวันที่ 1 ตุลาคม 2527 จำเลยมีเงินในบัญชีพอที่จะจ่ายได้ตามเช็คฉบับพิพาทหรือไม่ จึงเป็นสาระสำคัญแห่งคดีที่จะแสดงให้เห็นว่าคดีมีมูลความผิดดังฟ้องโจทก์หรือไม่แม้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ก็ต้องนำสืบให้ปรากฏถึงความข้อนี้ด้วย แต่คดีนี้โจทก์สืบเพียงว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4172/2529 นายสุรศักดิ์ หฤทัยถาวร โจทก์ นายคิมหันต์ พลเหิมกับพวก จำเลย ป.วิ.อ. ม. 167 , ม. 170 , ม. 185 , ม. 195 , ม. 215 , ม. 225 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 3