ฎีกาที่ 4475/2529
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมิน ภาษี เงินได้และ ภาษี การค้าของโจทก์และโจทก์ได้ชำระ ภาษี ตามที่ประเมินแล้วต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจพบว่าการประเมิน ภาษี นั้นไม่ถูกต้องเจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจที่จะแก้การประเมินที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ตามอำนาจที่บัญญัติไว้ในป.รัษฎากรมาตรา19และมาตรา20.
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมิน ภาษี เงินได้นิติบุคคล ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย ภาษี การค้าและเงินเพิ่มเป็นเงิน 129,370.15 บาท ซึ่งโจทก์ได้ชำระให้จำเลยแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่ม เพิ่มขึ้นอีกเป็นเงิน 349,980.49 บาท โจทก์เห็นว่าเจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินซ้ำและใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงอุทธรณ์ แต่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์และให้จำเลยระงับการเรียกชำระค่า ภาษี และงดการเรียกเงินเพิ่มทั้งหมด จำเลยให้การว่า โจทก์ยังเสีย ภาษี เงินได้นิติบุคคลรอบปีบัญชี2522 ถึง 2524 ไม่ถูกต้อง จึงประเมินใหม่ให้ถูกต้อง ศาลแพ่งแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่าเมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเรียกเก็บ ภาษี และผู้ต้องเสีย ภาษี ได้ชำระ ภาษี ตามประเมินแล้ว เจ้าพนักงานประเมินจะออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนและประเมิน ภาษี ใหม่ไม่ได้ พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์แต่คำขอที่ให้ระงับการเรียกชำระค่า ภาษี นั้นเท่ากับเป็นการขอทุเลาการเสีย ภาษี ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรโดยเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 ศาลสั่งไม่ได้ให้ยกคำขอส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า "การที่กรมสรรพากรจำเลยตรวจพบข้อบกพร่องหลายประการในการประเมินเรียกเก็บ ภาษี เพิ่มเติมจากโจทก์ของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับท้องที่จังหวัดบุรีรัมย์กรมสรรพากรจำเลยจึงส่งเรื่องให้สำนักงานเขตสรรพากรเขต 3 นครราชสีมาออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบทบทวน เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงขึ้นดังกล่าวเจ้าพนักงานประเมินสำหรับท้องที่สรรพากรเขต 3 นครราชสีมา จึงย่อมมีอำนาจที่จะแก้การประเมินที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ตามอำนาจที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 19 และมาตรา 20 กรณีเช่นนี้หาใช่เป็นการใช้อำนาจตามมาตราดังกล่าวแห่งประมวลรัษฎากร ซ้ำในเหตุเดียวกันดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ และแม้โจทก์จะได้เสีย ภาษี ตามการประเมินซึ่งผิดพลาดของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับท้องที่จังหวัดบุรีรัมย์ไปแล้ว ก็ไม่เป็นเหตุตัดอำนาจเจ้าพนักงานประเมินที่จะแก้ไขการประเมินนั้นให้ถูกต้องได้ และในเรื่องนี้แม้จะไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนดังโจทก์แก้ฎีกา แต่ก็ไม่หมายความว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินสำหรับท้องที่จังหวัดบุรีรัมย์ทำการประเมิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลของโจทก์แล้วแม้จะมีข้อผิดพลาดก็จะต้องเป็นยุติไปตามขั้นตอนดังศาลชั้นต้นวินิจฉัย ทั้งนี้เพราะประมวลรัษฎากรไม่มีบทบัญญัติห้ามเรียกตรวจสอบไต่สวน และแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดใหม่ดังที่โจทก์ฎีกาตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3580/2524 ระหว่างหม่อมหลวงฉันแข ดารากร โจทก์ กรมสรรพากรกับพวกจำเลย ฉะนั้นการประเมิน ภาษี ของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับท้องที่สรรพากรเขต 3 นครราชสีมาตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 และ 8 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 11 จึงชอบด้วยกฎหมายโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระ ภาษี ตามการประเมินดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์". ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4475/2529 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยพูนผลบุรีรัมย์ โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร ม. 19 , ม. 20