ฎีกาที่ 1498-1499/2529
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การที่เจ้าของที่ดินยอมให้โจทก์และประชาชนทั่วไปใช้ทางพิพาทสัญจรไปมาเป็นเวลาช้านานหลายสิบปีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าเจ้าของที่ดินได้อุทิศที่ดินดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ จำเลยปิดกั้น โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ ใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกไม่ได้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ย่อมได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยที่ 6 ทำรั้วปิดกั้นทางพิพาทซึ่งเป็นทางสาธารณะเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ใช้ทางพิพาทเข้าออกบ้านของโจทก์ที่ 2 ไม่ได้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ใช้ทางพิพาทเข้าออกบ้านของโจทก์ที่ 2 ไม่ได้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 รื้อรั้วที่จำเลยที่ 6 ปิดกั้นออก เพื่อจะได้ใช้ทางพิพาทต่อไป จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันความเสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายแม้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 6 โจทก์ที่ 2 ก็ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ย่อยาว
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งพิจารณารวมกัน สำนวนแรกเดิมโจทก์ฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อมาโจทก์ขอให้เรียกนายบุญสม วงษ์วรรณรัตน์ นางมณฑา วงษ์วรรณวัฒน์ และนายสุวัฒน์ เครือคล้าย เข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วย ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เรียกเป็นจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ตามลำดับ และเรียกนางอัญชลี จันทวรางกูร จำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 6 โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 64966, 64965 ตามลำดับ โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 39499 และ 39601 โจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 17162 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2520 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 76050, 76041, 83103 จำเลยที่ 6 ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 76042, 76043, 76044, 76045, 76046, 76047 และ 76048 จากนางประเทือง ที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ตามโฉนดเลขที่ดังกล่าวและที่ดินโฉนดเลขที่ 76050 กับโฉนดเลขที่ 76041, 83102 มีอาณาเขตติดต่อกันที่ดินโฉนดเลขที่ 76050 มีความยาวผ่านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ไปสู่ถนนสาธารณประโยชน์ที่ดินของโจทก์จำเลยทุกแปลงเดินรวมอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17162 มีนายหะยีสะฮัก เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อประมาณ 60 - 70 ปีมาแล้ว นายหะยีสะฮัก ได้อุทิศที่ดินถนนกลางของโฉลดดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะสำหรับประชาชนใช้เป็นทางเดินเข้าออก ต่อมาทายาทของนายหะยีสะฮักได้บูรณะปรับปรุงทางเดินให้กว้างขึ้นโดยขุดดินทำเป็นถนนกว้าง 4 เมตร ยาวตลอดแนวโฉนดที่ดินเลขที่ 17162 และได้แบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น 8 แปลง การแบ่งครั้งนี้ที่ดินส่วนที่เป็นถนนสาธารณะรวมอยู่ในโฉนดเลขที่ 39597 และที่ดินโฉนดอื่นอีกหลายแปลง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 39597 นั้น ภายหลังทายาทของนายหะยีสะฮักได้ขายให้นางประเทืองไป ต่อมานางประเทืองได้ขยายถนนที่ทายาทของนายหะยีสะฮักอุทิศให้เป็นทางสาธารณะออกไปอีก 2 เมตร ตลอดแนวถนนเดิม และนางประเทืองได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 39597 ออกเป็นหลายแปลง ที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นถนนสาธารณะได้แบ่งแยกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 76050 กับบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 76041, 83102 ซึ่งนางประเทืองก็ยินยอมให้ประชาชนใช้เป็นถนนสาธารณะตามแนวที่ดินโฉนดเลขที่ 76050 และบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 76041 และ 83102 เป็นทางเข้าออกโดยมิได้แสดงเจตนาหวงกันแต่อย่างใด ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 76050 และ ที่ดินโฉนดเลขที่ 76041, 83102 และจำเลยที่ 6 ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 76042 ถึงเลขที่ 76048 รวม 7 แปลง จากนางประเทือง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2520 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยใช้สิทธิไม่สุจริตตอกเสา ทำเครื่องกีดขวาง ตลอดความกว้างของที่ดินโฉนดเลขที่ 76050 ด้านที่ติดกับถนนสุขาภิบาล 2 และเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2522 จำเลยที่ 6 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่โดยใช้สิทธิไม่สุจริตตอกเสาทำเครื่องกีดขวางยาวตลอดความกว้างของที่ดินโฉนดเลขที่ 76050 และบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 76042 ถึง 76048 พร้อมทั้งนำรถแทรกเตอร์ มาขุดดินบริเวณที่เป็นถนนสาธารณะออก ตลอดจนทำรั้วยาวตลอดแนวที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่และประชาชนทั่วไปไม่สามารถใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ติดค่าเสียหายวันละ 100 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 76050, 76051, 83102 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วจำเลยที่ 3 ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 76051 และ 83102 ให้แก่จำเลยที่ 5 ขอให้จำเลยทั้งสองสำนวนร่วมกันรื้อถอนไม้และเครื่องกีดขวางถนนในที่ดินโฉนดเลขที่ 76040 ด้านติดถนนสุขาภิบาล 2 ให้จำเลยที่ 6 ซ่อมแซมถนนสาธารณะให้มีสภาพเหมือนเดิม และให้ขนย้ายอิฐ หิน ทราย และไม้ที่กองอยู่ในถนนสาธารณะออกไป กับให้รื้อถอนรั้วที่ปิดกั้นหน้าดินโฉนดเลขที่ 64966, 64965, 34599, 39601, 17162 ออกไปจากที่ดิน โฉนดเลขที่ 76050 หากจำเลยทั้งสองสำนวนไม่ยอมให้โจทก์ทั้งสองสำนวนมีอำนาจกระทำได้โดยคิดค่าใช้จ่ายเอาจากจำเลยทั้งสองสำนวน ห้ามจำเลยทั้งสองสำนวนเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดเลขที่ 76048 ให้จำเลยในสำนวนแรกและจำเลยที่ 6 ใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยในสำนวนแรกให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 76050 และโฉนดอื่น ๆ จากนางประเทือง ไม่เคยประกาศว่าปิดทางสาธารณะเพราะที่ดินที่ซื้อมาจากนางประเทืองไม่มีทางสาธารณะผ่านที่ดินที่ดินมีสภาพเป็นทุ่งนาไม่มีเส้นทางที่แน่นอน ฤดูแล้งผู้ที่สัญจรไปมาเดินบนพื้นนาบ้าง ถ้าเป็นฤดูฝนก็เดินบนคันนาที่เจ้าของยินยอมให้เดิน ส่วนที่เป็นทางสาธารณะประโยชน์แท้จริงคือ ลำคลองบางเตยซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ เมื่อนางประเทืองซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมก็เริ่มลงมือขุดดินถนดินล้อมรั้วไม้ปิดกั้นที่ดินพิพาท โดยปักเลาไม้เป็นแนวตามเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 76050 และเตรียมขึงลวดหนามแต่ถูกคนร้ายทำลายลักไป 2 ครั้ง และนางประเทืองยังถูกกลั่นแกล้งต้องขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2522 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 76050 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 และโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 76041 และ 83102 ให้จำเลยที่ 5 ที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นทางสาธารณะเพราะมีสภาพเป็นทางชั่วคราว จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะปิดกั้นในที่ดินได้ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ส่วนอิฐ หิน ปูน ทราย กองอยู่ในที่ดินของบุคคลอื่น โจทก์ทั้งสี่เดินผ่านที่ดินไม่ถึง 10 ปี และไม่ใช่ทางจำเป็นที่โจทก์จะใช้สิทธิเดินผ่าน โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลย ที่ 6 ให้การและเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 6 ได้ซื้อที่ดินจากนางประเทืองรวม 8 แปลง โดยรวมที่ดินโฉนดเลขที่ 76049 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 76050 รวมอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17162 ของนายนายหะยีสะฮัก นายหะยีสะฮัก ไม่เคยอุทิศส่วนใดให้เป็นทางสาธารณะ นางประเทืองและทายาทของนายหะยีสะฮักไม่เคยอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะหรือบูรณะเพิ่มเติม ที่ดินแปลงดังกล่าวนางประเทืองทำเป็นทางเดินสู่ที่ดินของตนซึ่งอยู่ติดกับคลองแสนแสบและได้จดทะเบียน ภาระจำยอม ให้แก่ที่ดินของจำเลยที่ 6 ได้สงวนสิทธิและหวงกันตลอดมา จำเลยได้ปิดกั้น และนำรถแทรกเตอร์มาขุดภายในแนวเขตและภายในที่ดินของจำเลยที่ 6 ความเสียหายคงมีแต่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่มีรถยนต์ใช้เท่านั้น และฝ่ายโจทก์ได้รื้อถอนทำลายสิ่งกีดกั้นที่จำเลยทำขึ้น โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ทางพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณะและมิใช่ทางจำเป็นอันจะก่อให้เกิด ภาระจำยอม แก่ที่ดินของโจทก์หรือที่ดินโฉนดเลขที่ 76050 ทางพิพาทไม่ใช่ทาง+++++++++++++++++++++++++ ให้แก่จำเลยที่ 6 เป็นเงิน 2,000 บาท ฟ้องแย้งนอกนี้ให้ยก โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ทางพิพาทตามแผนที่พิพาทตามเส้นสีชมพูเป็นทางสาธารณะ ให้จำเลยทั้งหกรื้อถอนเครื่องกีดขวางทางพิพาททั้งหมดด้วย ทุนทรัพย์และค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งหก หากจำเลยไม่ยอมทำให้โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจกระทำได้โดยคิดค่าใช้จ่ายจากจำเลยทั้งหก ห้ามจำเลยทั้งหกเกี่ยวข้องกับทางพิพาทต่อไป ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 1,000 บาทให้จำเลยที่ 6 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 1,700 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 6 จำเลยทั้งหกฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางที่นายหะยีสะฮักเจ้าของที่ดินทำขึ้นเพื่อให้ประชาชนใช้เดินเข้าออกตลาดบางเตยของนายหะยีสะฮัก นายฮับฮีบุตรชายนายหะยีสะฮักได้ขุดดินในที่นามาประกอบให้ทางเดินใหญ่ขึ้น โดยทำฐานล่างกว้าง 3 วา ข้างบนกว้าง 2 วา ตั้งแต่ถนนสุขาภิบาล 2 ที่ทางราชการทำขึ้นไปจนถึงตลาดบางเตย เพื่อให้ประชาชนเข้าออกได้สะดวกและได้บอกนายสมานผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ในสมัยนั้นว่าต้องการให้คนทั่วไปใช้เดินได้เป็นทางสาธารณะ มีประชาชนผ่านทางพิพาทเข้าตลาดบางเตยวันละไม่ต่ำกว่า 70-80 คน และไม่เฉพาะประชาชนในหมู่ที่ 2 เท่านั้นที่ใช้ทางพิพาท ประชาชนหมู่อื่นก็ใช้ทางนี้ด้วย การที่เจ้าของที่ดินยอมให้โจทก์และประชาชนทั่วไปใช้ทางพิพาทสัญจรไปมาเป็นเวลาช้านานหลายสิบปีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าเจ้าของที่ดินได้อุทิศที่ดินดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้วเมื่อทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ จำเลยปิดกั้น โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ ใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกไม่ได้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ย่อมได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องใช้ค่าเสียหายนับแต่วันปิดกันจนถึงวันที่ศาลสั่งให้เปิดทางพิพาท ส่วนที่จำเลยที่ 6 ทำรั้วปิดกั้นทางพิพาท ซึ่งเป็นทางสาธารณะ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ใช้ทางพิพาทเข้าออกบ้านของโจทก์ที่ 2 ไม่ได้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 การที่โจทก์ที่ 2 รื้อรั้วที่จำเลยที่ 6 ปิดกั้นออก เพื่อจะได้ใช้ทางพิพาทต่อไป จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันความเสียหายโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 6 โจทก์ที่ 2 ก็ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1498 - 1499/2529 นายธีรชัย ธนากรไพศาล กับพวก โจทก์ นายรื่น เครือคล้าย ๆ กับพวก รวม 2 สำนวน จำเลย ป.พ.พ. ม. 420 , ม. 421 , ม. 449 , ม. 1304 , ม. 1337 , ม. 1377 ป.วิ.พ. ม. 55