ฎีกาที่ 3961-3962/2528
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
อายุความฟ้องร้องคดี มรดก ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้า มรดก ตาย มารดาของจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์และเจ้า มรดก เมื่อมารดาจำเลยสละ มรดก จำเลยซึ่งเป็นบุตรจึงมีสิทธิ สืบ มรดก ได้ตามมาตรา 1615 และมีฐานะเป็นทายาทของเจ้า มรดก ในลำดับเดียวกับโจทก์ มีสิทธิยกอายุความ 1ปีขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ตามมาตรา 1755
ย่อยาว
คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยสำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้ากับนายหยี่และนางไทเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนางสี สร้อยเพ็ชร เจ้า มรดก มีสิทธิรับ มรดก ที่ดินพิพาทรวม 3 โฉนด ของเจ้า มรดก ซึ่งถึงแก่กรรม แต่จำเลยได้ยึดโฉนดที่ดินพิพาททั้ง 3 ฉบับไว้ จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสามฉบับแก่โจทก์ หากส่งให้ไม่ได้ก็ขอให้ศาลมีคำสั่งไปยังหอทะเบียนที่ดินให้ออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แก่โจทก์และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท สำนวนหลังโจทก์ฟ้องมีใจความว่า นอกจากที่ดินพิพาท 3 แปลงตามฟ้องสำนวนแรกแล้ว เจ้า มรดก ยังมีบ้านไม้ 1 หลัง ราคาประมาณ 3,000 บาท ยุ้งข้าว1 หลัง ราคาประมาณ 2,000 บาท และควาย 2 ตัว ราคาประมาณ 3,000 บาทซึ่งจำเลยครอบครองอยู่ในฐานะจำเลยเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้า มรดก แต่ไม่ได้จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมและจำเลยเข้าทำนาในที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องสำนวนแรก จำเลยจึงควรเสียค่าเช่านาให้แก่ทายาทผู้รับ มรดก รวมค่าเช่า 22,200บาท เมื่อรวมกับทรัพย์สินอื่นที่กล่าวมา 8,000 บาท รวมเป็นทรัพย์ มรดก 30,200 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับ 5 ใน 7 ส่วน เป็นเงิน 21,565 บาท ขอให้บังคับจำเลยมอบคืนบ้าน ยุ้งข้าว และควาย 2 ตัวแก่โจทก์ ถ้าไม่สามารถคืนได้ให้ใช้ราคาตามสิทธิของโจทก์ 5 ใน 7 ส่วน เป็นเงิน 5,710 บาท กับชำระค่าเช่านาตามสิทธิของโจทก์เป็นเงินประมาณ15,855 บาทแก่โจทก์ กับให้จำเลยเสียค่าเช่านาให้แก่โจทก์ในปีต่อไปปีละ 120 ถัง คิดราคาถังละ 30 บาท เป็นเงินปีละ 2,570 บาทตามส่วนได้ของโจทก์จนกว่าจะส่งมอบที่ดินให้โจทก์ ในสำนวนแรกจำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยเป็นบุตรของนางไท มิ่งขวัญ ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันนกับโจทก์ทั้งห้า นายหยี่สร้อยเพ็ชร และนายบุญ สร้อยเพ็ชร นายหยี่ สร้อยเพ็ชร และนางไท มิ่งขวัญได้สละ มรดก แล้ว จำเลยในฐานะผู้สืบสันดานของนางไทก็เข้าสืบ มรดก แทนที่นางไท จำเลยเข้าครอบครองที่พิพาททั้งสามแปลงอย่างเป็นเจ้าของ 6-7 ปีแล้วโจทก์ทั้งห้าไม่เคยเข้าเกี่ยวข้องด้วยเลย โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปีนับตั้งแต่วันที่นางสีตาย คดีของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง สำนวนที่สอง จำเลยให้การเหมือนกับสำนวนแรกและมีข้อความเพิ่มเติมว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่านาจากจำเลย บ้านไม้และยุ้งข้าวของเดิมได้ผุพังหมดแล้วที่มีอยู่ขณะนี้เป็นของจำเลยปลูกสร้างขึ้นใหม่ ควาย 2 ตัว นางสีได้ยกให้จำเลยแล้วขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นางทวน แสงเพ็ชร โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า ก่อนนางสีตายนางจ้อยเป็นคนทำนาในที่ดินแปลง 2 ไร่เศษ (ที่ดินโฉนดเลขที่ 10151) ส่วนจำเลยทำนาในที่ดินแปลง 7 ไร่ และ 8 ไร่ (ที่ดินโฉนดเลขที่ 4570 และ 4579) เมื่อนางสีตายแล้ว นางจ้อยและจำเลยก็ยังคงทำนาอยู่ในที่ดินดังกล่าวและยังเบิกความอีกตอนหนึ่งว่าตอนที่นางสีตายใหม่ ๆ พยานกับพี่น้องทุกคนจะไม่เอาที่ดิน มรดก ของนางสี โดยจะให้จำเลยและนางจ้อยแบ่งกันเอง แสดงว่าโจทก์ทั้งห้ามิได้ครอบครองที่พิพาททั้งสามแปลงดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากนางสีตายแล้ว 2 ปี จำเลยได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่พิพาททั้งสามแปลงโดยการครอบครองปรปักษ์ดังกล่าวแล้ว ประกอบกับจำเลยเบิกความว่าที่ดินแปลง 2 ไร่เศษ (ที่ดินโฉนดเลขที่ 10151) นางจ้อยเป็นคนทำจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ส่วนจำเลยทำนาในที่พิพาทอีก 2 แปลง บ้านไม้ ยุ้งข้าว และกระบือที่พิพาทนางสียกให้จำเลยก่อนนางสีตาย แสดงให้เห็นว่าหลังจากนางสีตายแล้วจำเลยและนางจ้อยได้แบ่งกันครอบครองทรัพย์ มรดก ของนางสีเพื่อตนเองเป็นส่วนสัดตลอดมา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนางสีไม่ได้ร่วมครอบครองทรัพย์ มรดก ของนางสี และจำเลยก็มิได้ครอบครองทรัพย์ มรดก ของนางสีแทนทายาทคนอื่น ๆ แต่ประการใด ฉะนั้นเมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154 วรรคแรก บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดี มรดก เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้า มรดก ตาย ฯลฯ" อายุความฟ้องร้องคดี มรดก จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้า มรดก ตาย เมื่อนางสีตาย พ.ศ. 2517อายุความ 1 ปี ก็ต้องเริ่มนับตั้งแต่นั้นมา หาใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม2524 ซึ่งเป็นวันฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 215/2521ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ดังโจทก์ทั้งห้าฎีกาไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ทั้งห้าเพิ่งฟ้องคดีทั้งสองนี้เมื่อ พ.ศ. 2524 และ พ.ศ. 2525 เป็นการฟ้องภายหลังนางสีเจ้า มรดก ตายเกินกว่า 1 ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว มีปัญหาต่อไปว่า จำเลยมีสิทธิยกอายุความ 1 ปีขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งห้าผู้เป็นทายาทโดยธรรมาอันดับ 3 ของนางสีได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย ล.6 ที่นางไท มารดาจำเลยกับนายหยี่ สร้อยเพ็ชร ได้ตกลงกันระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์ มรดก ของนางสีโดยทั้งสองฝ่ายต่างสละสิทธิในการรับ มรดก ของนางสี สัญญาดังกล่าวจึงมีผลเป็นการสละ มรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 จำเลยซึ่งเป็นบุตรผู้สืบสันดานของนางไท้ จึงมีสิทธิสืบ มรดก ได้ตามสิทธิของตนตามมาตรา 1615 และมีฐานะเป็นทายาทของนางสีในลำดับเดียวกันกับโจทก์ทั้งห้าจึงมีสิทธิยกอายุความ 1 ปีขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ตามมาตรา 1755 พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961 - 3962/2528 นางทวน แสงเพ็ชร ที่ 1 นายยอด สร้อยเพชร ที่ 2 โจทก์ นายสอน สร้อยเพ็ชร ที่ 3 นายเผิน สร้อยเพ็ชร ที่ 4 โจทก์ นายอยู่ สร้อยเพ็ชร ที่ 5 โจทก์ นายเรียน มิ่งขวัญ จำเลย ป.พ.พ. ม. 1612 , ม. 1615 , ม. 1754 , ม. 1755