ฎีกาที่ 3844/2528
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยเป็นบริษัทในต่างประเทศ สายเดินเรือเมอสก์ สาขากรุงเทพเป็นกิจการของจำเลยจึงเป็นสาขาของจำเลยเมื่อสาขาดังกล่าวมี สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นและได้ร่วมกระทำการ ในการขนส่งสินค้ารายพิพาท จึงถือว่าสำนักงานแห่งใหญ่ของ สายเดินเรือเมอสก์ สาขากรุงเทพ เป็นภูมิลำเนาของจำเลยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 71วรรคสอง โจทก์ย่อมฟ้องจำเลย ต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(2) ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่ให้ยกฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์อุทธรณ์เรื่องอำนาจฟ้อง แม้จำเลย จะมิได้ยกประเด็นข้ออื่นขึ้นโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ก็หาทำให้ ประเด็นดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่เพราะการที่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วยังวินิจฉัยประเด็นข้ออื่น ต่อไปอีกก็โดยมีความประสงค์ว่าหากศาลอุทธรณ์ไม่เห็นด้วยในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องจะได้วินิจฉัยประเด็นอื่นไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์ก็ชอบ ที่จะวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นต่อไปการที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้ และจำเลยยกประเด็นดังกล่าวขึ้นฎีกาต่อมาศาลฎีกาจึงสมควร วินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเลใช้บังคับ และไม่ปรากฏว่ามีประเพณีการขนส่งทางทะเลที่ถือปฏิบัติกันอยู่ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะรับขน อันเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับแก่คดี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 ห้ามผู้ขนส่งกำหนดข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไว้ในใบรับ ใบตราส่งหรือเอกสารอื่นๆทำนองนั้นเว้นแต่ผู้ส่งจะแสดงความตกลงด้วยชัดแจ้ง เมื่อฟังไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยแจ้งชัด ข้อความจำกัด ความรับผิดจึงไม่มีผลใช้ยันผู้ส่งได้ และไม่อาจใช้ยันผู้รับตราส่ง ซึ่งได้รับช่วงสิทธิมาจากผู้ส่ง ตลอดจนผู้รับ ประกันภัย ซึ่งรับช่วงสิทธิ ของผู้รับตราส่งมาอีกทอดหนึ่ง สัญญา ประกันภัย มีผลบังคับตั้งแต่ผู้รับ ประกันภัย ตกลงรับ ประกันภัย และได้ออกหนังสือรับ ประกันภัย ล่วงหน้าให้แก่ผู้เอา ประกันภัย ไว้ สัญญา ประกันภัย ทำขึ้นก่อนผู้เอา ประกันภัย ทราบว่าสินค้าสูญหาย แม้ว่าผู้รับ ประกันภัย จะออกกรมธรรม์ ประกันภัย ให้หลังจากผู้เอา ประกันภัย ทราบว่าสินค้าสูญหายแล้ว สัญญา ประกันภัย ก็ไม่ตกเป็นโมฆะ ข้อกำหนดในสัญญา ประกันภัย ที่ว่าในกรณีวัตถุที่เอา ประกันภัย สูญหาย ผู้เอา ประกันภัย จะต้องบอกกล่าวให้ตัวแทนของผู้รับ ประกันภัย ทราบ เพื่อทำรายงานสำรวจเสียก่อนมิฉะนั้นจะไม่จ่ายเงินนั้นเป็นวิธีปฏิบัติ เพื่อให้ผู้รับ ประกันภัย เชื่อถือได้ว่าสินค้าที่เอา ประกันภัย สูญหายจริงเท่านั้น หากผู้รับ ประกันภัย เชื่อถือได้แน่นอนแล้วจะไม่ถือข้อกำหนดนี้เป็น สาระสำคัญก็ได้หาเป็นการผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ ประกันภัย ไม่
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศเดนมาร์ก ประกอบกิจการค้าขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ มีสาขาในประเทศไทยใช้ชื่อว่า สายเดินเรือเมอสก์ สาขากรุงเทพ จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ในประเทศไทย จำเลยที่ 1 ได้รับจ้างขนสินค้าเครื่องอะไหล่รถยนต์1 ลังไม้จากประเทศสหรัฐอเมริกามาส่งให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ที่กรุงเทพมหานครโดยทางเรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ผู้รับตราส่งได้เอา ประกันภัย ไว้ต่อบริษัทโจทก์ เมื่อเรือมาถึงท่าเรือกรุงเทพ ปรากฏว่าสินค้าสูญหายไปโจทก์ในฐานะผู้รับ ประกันภัย ต้องชดใช้ค่าเสียหายทดแทนให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ไป จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิในอันที่จะเรียกร้องจากจำเลยในฐานะผู้ขนส่งแต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ จึงขอให้พิพากษาบังคับ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยมิได้มีสำนักทำการงานหรือสาขาในประเทศไทยคงมีแต่ตัวแทนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลในประเทศไทยจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ในประเทศไทย แต่มิได้ทำสัญญารับขนส่งแทนจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศ จึงไม่ต้องรับผิด สินค้าพิพาทมิได้สูญหายในระหว่างการขนส่ง ใบตราส่งจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ไม่เกิน 500 เหรียญสหรัฐ โจทก์ทำสัญญารับ ประกันภัย ภายหลังจากได้พบการสูญหายของสินค้าแล้ว ถือว่าภัยเกิดขึ้นก่อนที่จะทำสัญญา ประกันภัย สัญญา ประกันภัย จึงเป็นโมฆะ และผู้เอา ประกันภัย มิได้บอกกล่าวให้ผู้รับ ประกันภัย สำรวจความเสียหายตามข้อกำหนดในสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดตามฟ้อง แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนไม่ต้องรับผิด พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นได้ แต่ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาเป็นประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ทั้งสองบริษัทมิได้มีภูมิลำเนาในประเทศไทย โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นมิได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า สายเดินเรือเมอสก์เป็นกิจการของจำเลยที่ 1 ทั้งสองบริษัทที่ประกอบกิจการร่วมกัน สายเดินเรือเมอสก์ สาขากรุงเทพฯ จึงเป็นสาขาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองบริษัทด้วย เมื่อสาขาดังกล่าวมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 231/2 ถนนสาธรใต้ แขวงยานนาวา เขตยานนาวา กรุงเทพมหานครในเขตศาลชั้นต้น และได้ร่วมกระทำการในการขนส่งสินค้ารายพิพาท จึงถือว่าสำนักงานแห่งใหญ่ของสายเดินเรือเมอสก์ สาขากรุงเทพฯ เป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองบริษัทสำหรับคดีนี้ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 71 วรรคสอง โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(2) จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อไปอีกว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยเหตุ4 ประการ คือ สินค้าที่ขนส่งสูญหายไปก่อนที่จะบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ มีเงื่อนไขตามข้อ 5 แห่งใบตราส่งให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบไม่เกิน 500 เหรียญสหรัฐห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ได้เอา ประกันภัย หลังจากไม่พบสินค้าแล้ว และห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์มิได้ขอให้โจทก์ออกใบสำรวจความเสียหายตามเงื่อนไขในสัญญา ประกันภัย ก่อน พิเคราะห์แล้ว แม้เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง แต่ให้ยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ครั้นโจทก์อุทธรณ์เรื่องอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 มิได้ยกประเด็นทั้งสี่ข้อนี้ขึ้นโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ก็ตาม แต่เห็นว่าหาทำให้ประเด็นดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ เพราะการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นแล้วยังวินิจฉัยประเด็นทั้งสี่ต่อไปอีกก็โดยมีความประสงค์ว่า หากศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วยในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องจะได้วินิจฉัยประเด็นอื่นไปทีเดียว ไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นเหล่านั้นอีก ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะวินิจฉัยประเด็นทั้งสี่ต่อไปการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้และจำเลยที่ 1 ยกประเด็นทั้งสี่ข้อดังกล่าวขึ้นฎีกาต่อมาศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก ปัญหาที่ว่ามีเงื่อนไขตามข้อ 5 แห่งใบตราส่งให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบไม่เกิน500 เหรียญสหรัฐ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเกินจำนวนดังกล่าวนั้น เห็นว่าประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเลใช้บังคับและไม่ปรากฏว่ามีประเพณีการขนส่งทางทะเลที่ถือปฏิบัติกันอยู่ จึงต้องนำบทบัญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะรับขน ในหมวดรับขนของ อันเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับแก่คดี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 625 ห้ามผู้ขนส่งกำหนดข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไว้ในใบรับใบตราส่งหรือเอกสารอื่น ๆ ทำนองนั้น เว้นแต่ผู้ส่งจะได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้ง ปรากฏว่าข้อความจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งดังกล่าวได้ระบุไว้ด้านหลังของใบขนสินค้าหรือใบตราส่ง เอกสารหมาย จ.6 แต่หามีลายมือชื่อของผู้ส่งสินค้าลงไว้ในเอกสารฉบับนี้ด้วยไม่ จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้ง ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวไม่มีผลใช้ยันผู้ส่งได้ และไม่อาจใช้ยันห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ผู้รับตราส่ง ซึ่งได้รับช่วงสิทธิมาจากผู้ส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 627 ตลอดจนโจทก์ผู้รับ ประกันภัย ซึ่งรับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งมาอีกทอดหนึ่งโจทก์จึงหาผูกพันให้ต้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้เพียง500 เหรียญสหรัฐ ไม่ ปัญหาที่ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ได้เอา ประกันภัย หลังจากไม่พบสินค้าแล้ว การ ประกันภัย จึงเป็นโมฆะนั้น ได้ความว่าในการ ประกันภัย รายนี้ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ได้สมัครเอา ประกันภัย ทางทะเลต่อบริษัทโจทก์เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2523 โจทก์ตกลงรับ ประกันภัย และออกหนังสือรับ ประกันภัย ทางทะเลล่วงหน้าให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ไว้ มีข้อความว่า โจทก์ตกลงรับ ประกันภัย ไว้ล่วงหน้าในวงเงิน 12,000 เหรียญสหรัฐอเมริกา สำหรับสินค้าเครื่องอะไหล่รถยนต์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.11 เหตุที่โจทก์ยังไม่ออกกรมธรรม์ ประกันภัย ให้เพราะโจทก์ยังไม่ทราบชื่อเรือที่รับขนสินค้าและรายละเอียดอื่น ๆ การเรียกเก็บเบี้ย ประกันภัย โจทก์จะเรียกเก็บหลังจากออกกรมธรรม์ ประกันภัย แล้วต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2523 ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ทราบว่าสินค้าที่ห้างสั่งซื้อสูญหายไป ครั้นวันที่ 30 พฤษภาคม 2523 โจทก์จึงออกกรมธรรม์ ประกันภัย ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.12 ดังนี้เห็นว่าสัญญา ประกันภัย ทางทะเลระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์มีผลบังคับตั้งแต่โจทก์ตกลงรับ ประกันภัย และได้ออกหนังสือรับ ประกันภัย ทางทะเลล่วงหน้าในวันที่ 7 มีนาคม 2523 แล้ว หาใช่ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์เอา ประกันภัย ในวันที่โจทก์ออกกรมธรรม์ ประกันภัย ให้ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2523 ไม่ สัญญา ประกันภัย ทำขึ้นก่อนห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ทราบว่าสินค้าสูญหายแล้วและไม่ตกเป็นโมฆะดังจำเลยที่ 1 อ้าง ปัญหาสุดท้ายที่ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์มิได้ขอให้โจทก์ออกใบสำรวจความเสียหายตามเงื่อนไขในสัญญา ประกันภัย ก่อนโจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ไปจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ข้อนี้ได้ความว่ากรมธรรม์ ประกันภัย ระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงชัยบูลย์ตามเอกสารหมาย จ.12 มีข้อความว่า ในกรณีมีการสูญหายหรือเสียหายแก่วัตถุที่เอา ประกันภัย ต้องบอกกล่าวแก่ตัวแทน ในกรณีที่โจทก์ไม่มีตัวแทนก็ให้บอกกล่าวแก่ตัวแทนของลอยด์โดยพลัน และจะต้องได้รับรายงานสำรวจซึ่งลงนามโดยบุคคลดังกล่าว ถ้าปราศจากรายงานการสำรวจนั้นก็จะไม่จ่ายเงินเพื่อการสูญหายหรือเสียหาย เห็นว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมีไว้เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อให้ผู้รับ ประกันภัย เชื่อถือได้ว่าสินค้าที่เอา ประกันภัย สูญหายหรือเสียหายจริงเท่านั้น หากผู้รับ ประกันภัย เชื่อถือได้แน่นอนแล้วจะไม่ถือข้อความนี้เป็นสาระสำคัญก็ได้ คดีนี้พนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าสินค้าที่เอา ประกันภัย ไว้สูญหายไปจริงและได้ออกหนังสือรับรองไว้ตามเอกสารหมาย จ.4 โจทก์เชื่อว่าสินค้าสูญหายไปจริงจึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนไป หาเป็นการผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ ประกันภัย ไม่ โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3844/2528 บริษัท สหนิรภัย ประกันภัย จำกัด โจทก์ บริษัท ดัมป์สกิปเซลสกาเบ็ท ฯ จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 4 , ม. 71 วรรคสอง , ม. 113 , ม. 625 , ม. 627 , ม. 860 , ม. 880 ป.วิ.พ. ม. 4 (2) , ม. 55 , ม. 225 , ม. 240 , ม. 242 , ม. 243 , ม. 247 , ม. 249