ฎีกาที่ 3740/2528
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ที่ดินของโจทก์กับพวกอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยทั้งสองโจทก์กับพวก ซึ่งอยู่ในที่ดินของตนเองได้เดินผ่านเข้าออกตรงกลางที่ดินของจำเลย เมื่อ 7-8 ปี ที่ผ่านมาจำเลยที่ 2 ปลูกโรงอิฐทำอิฐขายในที่ดินของจำเลย จึงขอให้ โจทก์ย้ายทางเดินผ่านเข้าออกจากกลางที่ดินมาอยู่ทางทิศใต้ของที่ดินจำเลยซึ่งเป็นทางพิพาท การที่โจทก์ผู้ใช้ทางต้องย้ายทาง ที่ใช้อยู่เดิม ไปใช้ทางใหม่เป็นการย้ายไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 2 เจ้าของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 จึงต้องนับอายุความทาง ภาระจำยอม ติดต่อกัน เมื่อโจทก์กับพวก ได้ใช้สิทธิเดินผ่านเข้าออกในที่ดินของจำเลยทั้งสองมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์จึงได้สิทธิ ภาระจำยอม ในทางพิพาท ที่ดินที่มีทางออกเป็น ภาระจำยอม อยู่แล้ว แม้จะมีทางออกทางอื่นอีก ก็หาทำให้ทาง ภาระจำยอม ที่มีอยู่แล้วสิ้นไป ไม่ ภาระจำยอม จะสิ้นไป ก็เฉพาะกรณีที่มิได้ใช้สิบปีหรือ ภาระจำยอม หมดประโยชน์แก่สามยทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 และมาตรา 1400 คดีไม่มีประเด็นว่าโจทก์จำเลยได้ตกลงเปลี่ยนที่ดินกันหรือไม่ การที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์จำเลยมีการตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกัน เป็นการสืบนอกคำให้การและนอกประเด็นจำเลยฎีกาเรื่องนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับพวกอีก 12 คน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6087จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3378 อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออก โจทก์กับพวกและบริวารได้ใช้เดินและใช้รถยนต์บรรทุกอิฐผ่านเข้าออกที่ดินของจำเลยทางด้านทิศใต้กว้าง 3 วา ยาว 15 วา ไปสู่ถนนสาธารณะมาเป็นเวลา 20 ปีเศษแล้ว ทางดังกล่าวจึงตกเป็นภารจำยอม เมื่อประมาณกลางเดือนมีนาคม 2525 จำเลยได้ถมดินกลบทางภารจำยอมทั้งหมด และปลูกโรงอิฐคร่อมทางภารจำยอม ไม่ยอมให้โจทก์และบริวารใช้ ขอให้ศาลพิพากษาว่าทางเดินกว้าง 3 วา ยาวประมาณ 15 วา ทางทิศใต้ของที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 3378เป็นทางภารจำยอม ให้จำเลยไปจดทะเบียนเป็นสิทธิภารจำยอม ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้จำเลยทั้งสองขุดดินที่จำเลยนำมากองกลบทางเดินสูงจากพื้นดิน 1 เมตร ออกไปกว้าง 3 วา ยาวตลอดแนวที่ดินของจำเลย 15 วาเศษและให้รื้อถอนโรงอิฐออกไปให้พ้นเขตทางภารจำยอม ถ้าจำเลยไม่กระทำให้จำเลยจ่ายเงินค่าแรงงานเป็นเงิน 2,000 บาทให้โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า่ โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินที่ติดกับที่ดินของจำเลยทั้งสองแต่โจทก์กับพวกจะเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6087 หรือไม่ ไม่รับรอง โจทก์และบริวารไม่เคยใช้ที่ดินทางด้านทิศใต้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3378 ของจำเลยทั้งสองเพื่อเดินหรือใช้รถยนต์บรรทุกอิฐเข้าออกทางสาธารณะเป็นทางกว้าง 3 วา ยาวประมาณ 15 วาเป็นเวลา 20 ปีแต่อย่างใด ทางพิพาทจึงมิใช่เป็นภารจำยอม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6083 ตามฟ้อง โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นเวลาเพียง 7 ปีเท่านั้น ที่พิพาทจึงไม่ตกเป็นภารจำยอม พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษากลับว่า ทางเดินกว้าง 3 วา ยาวประมาณ15 วาเศษ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินจำเลยโฉนดเลขที่ 3378 เป็นทางภารจำยอมให้จำเลยทั้งสองขุดที่ดินที่จำเลยนำมาถมกลบทางเดินสูงจากพื้นดิน 1 เมตรออกไปและรื้อโรงอิฐออกไปจากทางภารจำยอมดังกล่าว ถ้าหากจำเลยไม่สามารถจะขุดดินและหรือ (น่าจะเป็นรื้อ) โรงอิฐออกไปด้วยกรณีใด ๆ ให้จำเลยจ่ายเงินค่าแรงเป็นเงิน2,000 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้วที่ดินของจำเลยเป็นป่าสะแก ไม่ได้ทำประโยชน์อะไร โจทก์กับพวกซึ่งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6087 ได้เดินผ่านเข้าออกตรงกลางที่ดินโฉนดเลขที่ 3378 ของจำเลย ครั้นเมื่อ 7-8 ปีมานี้จำเลยที่ 2 มาปลูกโรงอิฐทำอิฐขายในที่ดินของจำเลย จึงขอให้โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ไม่ใช่เรื่องละเมิด จึงไม่มีอายุความในการฟ้องคดี สำหรับความเสียหายจำนวนที่สองที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าวัสดุที่ขาดหายเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยอ้างว่าจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความขอผ่อนชำระและยังค้างชำระอยู่อีก 28,440.04 บาท เห็นว่า ความเสียหายดังกล่าวเกิดแต่มูลละเมิดโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วต้องฟ้องร้องภายในหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก การที่รองผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวงทำบันทึกให้จำเลยกับนายเฉลิมศักดิ์ร่วมกันชดใช้ราคาของที่หายและจำเลยเซ็นชื่อรับทราบคำสั่งในบันทึกดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าจำเลยยอมรับผิดตามบันทึก เพราะจำเลยเพียงแต่เซ็นชื่อรับทราบคำสั่งของรองผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวงเท่านั้น โจทก์จะฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยรับผิดตามบันทึกดังกล่าวไม่ได้ และถือไม่ได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับความเสียหายดังกล่าวตั้งหลักฐานขึ้นโดยประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องร้องภายในสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 168 การที่จำเลยผ่อนชำระเงินให้โจทก์เป็นการรับสภาพต่อเจ้าหนี้ด้วยใช้เงินบางส่วน เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง จำเลยผ่อนชำระเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2520แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2524 ซึ่งเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่จำเลยผ่อนชำระครั้งสุดท้าย สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับความเสียหายจำนวนนี้จึงขาดอายุความ โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการจัดหาจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า หรือประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า มิใช่บุคคลผู้เป็นพ่อค้าน้ำมันเบนซินสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการที่จะเรียกเอาค่าน้ำมันเบนซินที่ค้างชำระจากจำเลยจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 168 ฟ้องโจทก์สำหรับความเสียหายจำนวนนี้ไม่ขาดอายุความ พิพากษาแก้ เป็นว่าฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยใช้ค่าวัสดุขาดหายเมื่อปี พ.ศ. 2515 จำนวน 28,440.04 บาท ขาดอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3740/2528 นาย สว่าง ขันธสวัสดิ์ โจทก์ นาง ทองปลิว สุขอุดม ที่ 1 กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1382 , ม. 1392 , ม. 1399 , ม. 1400 , ม. 1401 ป.วิ.พ. ม. 142 , ม. 183 , ม. 249