ฎีกาที่ 2537/2527
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เจ้า มรดก ถึงแก่กรรม ว. ร้องขอเป็นผู้จัดการ มรดก ต่อศาลโจทก์ซึ่งเป็นภรรยาของเจ้า มรดก ได้เบิกความในคดีดังกล่าวว่า หากโจทก์มีส่วนได้รับ มรดก โจทก์ก็เอา หรือจะให้แก่บุตรโจทก์ก็แล้วแต่ผู้จัดการ มรดก เห็นสมควร การที่โจทก์เบิกความดังกล่าวไม่เป็นการสละ มรดก เพราะคำเบิกความดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบ ไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 แต่เป็นเพียงคำพูดแนะนำผู้จัดการ มรดก ตามมารยาทเท่านั้น ว. เป็นผู้จัดการ มรดก ตามคำสั่งศาล แต่ยังจัดการ มรดก ไม่เสร็จก็ตายเสียก่อน จำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการ มรดก แทนและยังจัดการไม่เสร็จ โจทก์ซึ่งเป็นทายาทก็ฟ้องขอแบ่งทรัพย์ มรดก เป็นคดีนี้ การที่ ว. ก็ดี จำเลยก็ดีซึ่งเป็นผู้จัดการ มรดก ครอบครองทรัพย์ มรดก ในระหว่างจัดการ ถือว่าครอบครองแทนทายาท มีหน้าที่ต้องแบ่งทรัพย์ มรดก แก่ทายาทถือได้ว่าทายาทได้ครอบครองทรัพย์ มรดก แล้วตราบเท่าที่ยังอยู่ในระหว่างจัดการ มรดก ฉะนั้น คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ (อ้างฎีกาที่ 1589/2509) ข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้คู่ความยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้แม้จะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 นั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบส่วนข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานนอกประเด็นไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยไม่ได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกกระบวนพิจารณาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (อ้างฎีกาที่1211/2492)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาชอบด้วยกฎหมายของนายเดือน บุนนาคนายเดือนถึงแก่กรรม นางวันได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการ มรดก ยังจัดการ มรดก ไม่เสร็จนางวันก็ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายเดือนแทนจำเลยที่ 1 กระทำโดยสุจริต ร้องต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินของกอง มรดก 5 โฉนด ศาลได้สั่งว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ และจำเลยที่ 1 ยังได้นำที่ดินกอง มรดก อีกแปลงหนึ่งไปแบ่งกันในระหว่างจำเลย จึงขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งที่ดินระหว่างจำเลยกับเพิกถอนคำสั่งของศาลที่สั่งแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์นั้นเสีย แล้วให้จัดแบ่งที่ดินกอง มรดก แก่โจทก์ตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ให้การว่า โจทก์ได้ทิ้งร้างกับนายเดือนไปหลายสิบปีแล้ว จึงไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง ที่ดินที่จำเลยได้รับส่วนแบ่งนั้นไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายเดือนกับโจทก์ ส่วนที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครองปรปักษ์นายเดือนได้ยกให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ครอบครองอย่างเจ้าของมากว่า 10 ปี ทั้งโจทก์ได้สละ มรดก ของนายเดือนแล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง นางดวงแข วิโรจน์เพ็ชร์ ร้องสอดว่า ผู้ร้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายเดือนกับโจทก์ มีสิทธได้รับส่วนแบ่งจากกอง มรดก ของนายเดือน จึงร้องสอดเข้ามา เพื่อขอรับส่วนแบ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องได้รับส่วนแบ่ง มรดก ไปแล้ว ส่วนที่ดินที่จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์มาโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น ไม่ใช่ทรัพย์ มรดก ขอให้ยกคำร้องสอด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์และผู้ร้องสอด จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์สละ มรดก รายนี้แล้วโดยโจทก์เบิกความเป็นพยานในคดีหมายเลขแดงที่ 4812/2509 ของศาลแพ่งว่า "หากโจทก์" มีส่วนได้รับ มรดก โจทก์ก็เอา หรือจะให้แก่บุตรโจทก์ก็แล้วแต่นางวัน จักษุรักษ์ คณิตวิจารณ์ เห็นสมควร" คำเบิกความดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 เป็นเพียงคำพูดแนะนำผู้จัดการตามมารยาทเท่านั้นหามีผลเป็นการสละ มรดก ตามกฎหมายแต่ประการใดไม่ ฟังไม่ได้ว่าโจทก์สละ มรดก รายนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ตามฎีกาข้อ 3(6) ที่ว่าคดีของโจทก์และผู้ร้องสอดขาดอายุความแล้วหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบฟังได้ว่า เมื่อนายเดือน บุนนาคถึงแก่กรรมนางวัน จักษุรักษ์หรือคณิตวิจารณ์เป็นผู้จัดการ มรดก ตามคำสั่งศาล ระหว่างที่จัดการ มรดก ยังไม่เสร็จผู้จัดการ มรดก ตายไป จำเลยที่ 1 เข้าเป็นผู้จัดการ มรดก ตามคำสั่งต่ออีก และยังจัดการไม่เสร็จมาฟ้องคดีนี้ การที่ผู้จัดการ มรดก ครอบครองทรัพย์ มรดก ในระหว่างที่จัดการทรัพย์สินถือว่าโจทก์ครอบครองทรัพย์ มรดก แทนทายาท ต้องแบ่ง มรดก แก่ทายาท ถือได้ว่าทายาทได้ครอบครองทรัพย์ มรดก แล้วตราบที่ยังอยู่ระหว่างจัดการ มรดก คดีจึงไม่ขาดอายุความ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1589/2509 ระหว่างนางศรีนวล ทวาทศิน โจทก์ นางคำใสทวาทศิน จำเลย ตามฎีกาข้อ 3(8) และ (4) ตอนท้าย ที่จำเลยโต้แย้งเรื่องจำนวนทายาทและอัตราส่วนแบ่ง มรดก นั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวจำเลยมิได้ตั้งประเด็นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาทไว้จึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ที่จำเลยอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวดัวยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลจะยกขึ้นตัดสินได้นั้น จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ส่วนข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานนอกประเด็นไม่เกี่ยวกับที่คู่ความจะต้องนำสืบ ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยไม่ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกกระบวนพิจารณาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 เมื่อเรื่องจำนวนทายาทและอัตราส่วนแบ่ง มรดก ที่จำเลยยกขึ้นฎีกานี้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่คู่ความจะต้องนำสืบในประเด็นแห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ดังนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1121/2492 ระหว่างนายเพลิน ฯ โจทก์ ขุนผสมทรัพย์สมาน กับพวก จำเลย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2537/2527 นางเขียน บุนนาค โจทก์ นายจารุพันธุ์ บุนนาค กับพวก จำเลย ผู้ร้องสอด จำเลย นางดวงแข วิโรจน์เพ็ชร์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 1612 , ม. 1748 , ม. 1754 ป.วิ.พ. ม. 87 , ม. 142 (5) , ม. 249