ฎีกาที่ 3520/2527
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยกับพวกปลอมดวงตราของผู้ว่าราชการจังหวัดและดวงตราของเจ้าพนักงาน ที่ดิน แล้วเอาดวงตราปลอมไปดังกล่าวไปประทับในโฉนด ที่ดิน ช่องผู้ว่าราชการจังหวัดและช่องเจ้าพนักงาน ที่ดิน ทุกแห่งที่จำเลยลงลายมือชื่อปลอมของบุคคลดังกล่าว ก็เพื่อให้โฉนด ที่ดิน ปลอมมีที่จำเลยกับพวกทำขึ้นนั้นมีข้อความ ลายมือชื่อและรอยตราประทับเหมือนของจริงอันเป็นการปลอมโฉนด ที่ดิน ทั้งฉบับสำเร็จสมดังเจตนาของจำเลยการกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก,266(1),251 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยกับพวกนำโฉนด ที่ดิน ปลอมซึ่งมีรอยตราปลอมของเจ้าพนักงานประทับและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานศาลอาญาก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยกับพวกในการใช้โฉนด ที่ดิน ปลอมโดยให้เจ้าพนักงานศาลหลงเชื่อว่าจำเลยมีหลักทรัพย์เพียงพอที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาจะใช้ดุลพินิจอนุญาตให้จำเลยประกันตัว ซ. จึงจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วย มาตรา 266,252,137 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท การปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการเป็นความผิดสำเร็จเมื่อทำการปลอมเสร็จ แยกเจตนาได้จากการนำเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้นไปใช้ มาตรา 268 วรรคสองให้ลงโทษฐานใช้แต่กระทงเดียว จึงลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 266
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมโฉนด ที่ดิน โดยลงลายมือชื่อปลอมของผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าพนักงาน ที่ดิน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 251, 252, 264, 266, 268, 83 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 266, 268, 251, 252, 137, 83 ให้เรียงกระทงลงโทษ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษกรรมเดียว ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 266 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับพวกได้ร่วมกันปลอมโฉนด ที่ดิน ตามฟ้อง โดยกรอกข้อความต่าง ๆ ลงในแบบพิมพ์โฉนด ที่ดิน ซึ่งมีผู้พิมพ์ขึ้น แสดงให้ปรากฏว่านางสำรวยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน ตามฟ้อง พร้อมกับปลอมลายมือชื่อนายเยือนและนายมานิตย์ลงในช่องผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าพนักงาน ที่ดิน ตามลำดับ และในสารบัญจดทะเบียนได้กรอกข้อความแสดงการโอนขายต่อ ๆ กันไปจนถึงนายสมนึกขายให้จำเลยและลงลายมือชื่อเจ้าพนักงาน ที่ดิน ปลอมในช่องเจ้าพนักงาน ที่ดิน และจำเลยกับพวกร่วมกันปลอมรอยตราของผู้ว่าราชการจังหวัดและรอยตราของเจ้าพนักงาน ที่ดิน โดยร่วมกันปลอมดวงตราของผู้ว่าราชการจังหวัดและดวงตราของเจ้าพนักงาน ที่ดิน แล้วนำดวงตราปลอมดังกล่าวไปประทับเป็นรอยตราในโฉนด ที่ดิน ดังกล่าวในช่องผู้ว่าราชการจังหวัดกับช่องเจ้าพนักงาน ที่ดิน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าโฉนด ที่ดิน ดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการของกรม ที่ดิน ที่แท้จริงและจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดิน นั้น เห็นว่าการกระทำของจำเลยกับพวกในขั้นตอนที่ปลอมดวงตราของผู้ว่าราชการจังหวัดและดวงตราของเจ้าพนักงาน ที่ดิน แล้วเอาดวงตราปลอมดังกล่าวไปประทับในโฉนด ที่ดิน ช่องผู้ว่าราชการจังหวัดและช่องเจ้าพนักงาน ที่ดิน ทุกแห่งที่มีลายมือชื่อปลอมของบุคคลดังกล่าวก็เพื่อให้โฉนด ที่ดิน ปลอมที่จำเลยกับพวกทำขึ้นนั้นมีข้อความ ลายมือชื่อและรอยตราประทับเหมือนของจริง เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดพบเห็นจะได้เข้าใจว่าเป็นโฉนดที่แท้จริง อันเป็นการปลอมโฉนด ที่ดิน ทั้งฉบับสำเร็จสมดังเจตนาของจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คือมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 วรรคแรก, 266(1), 251 กระทงหนึ่ง ต่อมาจำเลยกับพวกนำโฉนด ที่ดิน ปลอมซึ่งมีรอยตราปลอมของผู้ว่าราชการจังหวัดและของเจ้าพนักงาน ที่ดิน ประทับอยู่ในโฉนด ที่ดิน ปลอมนั้นไปยื่นต่อหัวหน้าแผนกรับฟ้องศาลอาญาและอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา พร้อมกับคำร้องขอปล่อยชั่วคราว เพื่อขอประกันตัวนางซิ่วเตียงจำเลยในคดีอาญาเรื่องหนึ่งโดยจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อบุคคลดังกล่าวในคำร้องขอปล่อยชั่วคราวว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ในโฉนดปลอมนั้นเห็นว่าการที่จำเลยกับพวกนำโฉนด ที่ดิน ปลอมซึ่งมีรอยตราปลอมของเจ้าพนักงานประทับและแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานศาลอาญา ก็เพื่อประโยชน์ให้สมเจตนาของจำเลยกับพวกในการใช้โฉนด ที่ดิน ปลอม โดยให้เจ้าพนักงานศาลอาญาหลงเชื่อว่าจำเลยมีหลักทรัพย์เพียงพอที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาจะใช้ดุลพินิจอนุญาตให้จำเลยประกันตัวนางซิ่วเตียง จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทอีกกระทงหนึ่ง คือมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266, 252, 137 ทั้งนี้เพราะการปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ (ปลอมโฉนด ที่ดิน ) ความผิดสำเร็จเมื่อทำการปลอมเสร็จ แยกเจตนาได้ต่างหากจากเจตนานำเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้นไปใช้ และการกระทำของจำเลยตามฟ้องแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาดังกล่าว แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง บัญญัติไว้ความว่า ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา 268 วรรคแรก เป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว ฉะนั้นแม้จำเลยจะมีความผิด 2 กระทงดังวินิจฉัยแล้ว ก็ลงโทษจำเลยได้เพียงกระทงเดียวตามบทบัญญัติดังกล่าว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 วรรคแรก, 266(1), 251 กระทงหนึ่ง ซึ่งมาตรา 266 เป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266, 252, 137 อีกกระทงหนึ่ง ซึ่งมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 เป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด บทที่มีโทษหนักที่สุดของแต่ละกระทงมีอัตราโทษเท่ากัน และมาตรา 268 วรรคสองบัญญัติให้ลงโทษจำเลยเพียงกระทงเดียว จึงให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 266 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3520/2527 อัยการกรมอัยการ โจทก์ นายชุบ ศรีชะอุ่ม จำเลย ป.อ. ม. 90 , ม. 91 , ม. 137 , ม. 251 , ม. 252 , ม. 264 , ม. 268