ฎีกาที่ 3928/2527
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบเป็นเงินที่จำเลยจ่ายพร้อมเงินเดือนถือได้ว่าเป็นเงินที่จำเลยจ่ายตอบแทนการทำงานของโจทก์ ทั้งข้อบังคับของจำเลยว่าด้วย กองทุนบำเหน็จ กำหนดว่าเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบเป็นค่าจ้างอย่างหนึ่งด้วยจึงต้องนำเงินดังกล่าวมารวมเป็นฐานคำนวณค่าชดเชย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 17,920 บา และเงินพิเศษสำหรับการสู้รบเดือนละ 375 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุเกษียณอายุโดยไม่จ่ายค่าชดเชยขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย จำเลยให้การว่าโจทก์พ้นจากตำแหน่งโดยผลของกฎหมายไม่ใช่กรณีเลิกจ้าง ข้อบังคับของจำเลยระบุว่าพนักงานมีสิทธิรับเพียงบำเหน็จอย่างเดียวและถือเป็นเงินค่าชดเชยตามกฎหมาย เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบไม่ใช่ค่าจ้างจะนำมารวมเป็นฐานคำนวณค่าชดเชยไม่ได้ ศาล แรงงาน กลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครอง แรงงาน ข้อ 46 บัญญัติว่า "การเลิกจ้าง" หมายถึงการที่นายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงาน ปลดออกจากงาน หรือไล่ออกจากงาน โดยลูกจ้างมิได้กระทำความผิดบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ยกเว้นไว้ว่าการออกจากงานเพราะเกษียณอายุไม่ใช่การเลิกจ้างจึงต้องถือว่าการออกจากงานเพราะเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้าง ข้อบังคับของจำเลยที่กำหนดให้พนักงานที่เกษียณอายุรับเงินบำเหน็จอย่างเดียวและให้ถือเป็นเงินค่าชดเชยตามกฎหมาย แรงงาน ไม่มีผลบังคับเพราะ ขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครอง แรงงาน ข้อ 46 ซึ่งมีสภาพบังคับเป็นกฎหมายเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบเป็นเงินที่จำเลยจ่ายพร้อมเงินเดือน ถือได้ว่าเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์อย่างหนึ่ง ข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จมีข้อความระบุความหมายว่าเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบเป็นค่าจ้างอย่างหนึ่งด้วยฉะนั้นจึงต้องเอาเงินนี้มารวมเป็นฐานคำนวณค่าชดเชย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3928/2527 พันเอกเจตน์ สิชเมนุกฤษฏ์ โจทก์ องค์การแบตเตอรี่ จำเลย ป.พ.พ. ม. 575 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2515 ข้อ 2