ฎีกาที่ 2558/2526
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์จำเลยเคยติดต่อซื้อขายสิ่งของกันมาหลายครั้ง ครั้งที่เกิดเหตุก็ตกลงซื้อตามข้อเสนอขายของจำเลย การมอบเงินจึงเป็นการมอบให้ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ซื้อ จำเลยเป็นผู้ขาย มิใช่มอบให้ในฐานะจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์หรือมอบหมายให้จำเลยไปจัดซื้อของแทนโจทก์ การที่จำเลยไม่ส่งของตามที่ตกลงซื้อขายกัน หรือไม่คืนเงินที่รับไปให้แก่โจทก์เป็นการผิดสัญญาทางแพ่งไม่เป็นความผิดฐาน ยักยอก ข้อที่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เสนอขายของให้โจทก์ และไม่ได้รับเงินจากโจทก์เป็นสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรับอาสาจัดซื้อหม้อเคลือบอลูมิเนียมตราจระเข้จำนวน60 ชุด เป็นเงิน 21,000 บาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมอบเงินจำนวน 21,000 บาทให้แก่จำเลยไป ถึงกำหนดจำเลยไม่นำของมามอบให้ตามที่รับรองไว้ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง จำเลยพูดจาเบี่ยงบ่ายและพยายามหลบหน้า การกระทำของจำเลยเป็นการเบียดบังเงินจำนวน 21,000 บาท เป็นประโยชน์ส่วนตัวหรือของผู้อื่นโดยทุจริต ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352, 353 ให้จำคุก 4 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์รับราชการเป็นอาจารย์อยู่ที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จ จำเลยเป็นลูกจ้างชั่วคราวของวิทยาลัยดังกล่าว จำเลยได้เสนอขายชุดหม้อเคลือบอลูมิเนียมตราจระเข้ให้แก่โจทก์ในราคาชุดละ 350 บาท โจทก์ตกลงซื้อจำนวน 60 ชุด และโจทก์ได้มอบเงินสดจำนวน 3,500 บาท กับเช็คสั่งจ่ายเงิน 17,500 บาท รวมเป็นเงิน 21,000บาท ซึ่งเป็นเงินค่าชุดหม้อเคลือบอลูมิเนียมทั้งหมดแก่จำเลย ต่อมาจำเลยไม่นำสิ่งของดังกล่าวมามอบให้แก่โจทก์ตามสัญญา แต่ในข้อที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า เมื่อซื้อสิ่งของให้โจทก์ไม่ได้ จำเลยกลับปฏิเสธว่า ไม่ได้เสนอขายสิ่งของตามฟ้องต่อโจทก์ ไม่ได้รับเงินไปจากโจทก์ ไม่ยอมคืนเงินให้แก่โจทก์ เป็นการฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากคำเบิกความของโจทก์ ศาลฎีกาจึงฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวใหม่ แล้วได้ความว่า เมื่อจำเลยได้นำสิ่งของมามอบให้ตามสัญญา โจทก์ได้ทวงถาม จำเลยก็อ้างว่านายวิจิตรคนรู้จักกันมารับของไปก่อน จึงส่งของให้โจทก์ไม่ได้ และจำเลยขอผัดที่จะคืนเงินให้โจทก์ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2523 หลังจากนั้นโจทก์ไปทวงถามขอเงินคืน จำเลยอ้างว่าชำระเงินคืนให้โจทก์ไม่ได้เพราะนายวิจิตรพาน้องชายหลบหนีไป อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า เมื่อซื้อสิ่งของให้โจทก์ไม่ได้จำเลยได้ขอผัดผ่อนที่จะคืนเงินให้โจทก์โดยจำเลยไม่เคยปฏิเสธว่า ไม่ได้เสนอขายสิ่งของดังกล่าวต่อโจทก์และไม่ได้รับเงินไปจากโจทก์จนกระทั่งโจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์จำเลยเคยติดต่อซื้อขายสิ่งของกันมาหลายครั้ง ครั้งที่เกิดเหตุก็เป็นการตกลงซื้อชุดหม้อเคลือบอลูมิเนียมตามข้อเสนอขายของจำเลย การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยจึงเป็นการมอบให้ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ซื้อ จำเลยเป็นผู้ขาย มิใช่เป็นการมอบให้ในฐานะจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์หรือมอบหมายให้จำเลยไปจัดซื้อชุดหม้อเคลือบอลูมิเนียมตราจระเข้แทนโจทก์ การที่จำเลยไม่ส่งชุดหม้อเคลือบอลูมิเนียมดังกล่าว หรือไม่คืนเงินให้แก่โจทก์เป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง ไม่เป็นความผิดฐาน ยักยอก ดังที่ฟ้องข้อที่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เสนอขายสิ่งของตามฟ้องให้แก่โจทก์และไม่ได้รับเงินไปจากโจทก์เป็นสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย ไม่ทำให้จำเลยมีความผิดฐาน ยักยอก เงินที่ได้รับไว้จากโจทก์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2558/2526 นายประสิทธิ์ อ่ำเกตุสกุล โจทก์ นางลัดดา ขำดี จำเลย ป.อ. ม. 352