ฎีกาที่ 3613/2525
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทไว้ว่า เมื่อชำระหนี้กอง มรดก แล้วหากมีทรัพย์ มรดก เหลืออยู่โจทก์จะมีส่วนได้เพียงใด ดังนั้นการที่ศาลจะคำนวณส่วนแบ่งทรัพย์ มรดก ให้โจทก์จำเลยได้ก็จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสระหว่างจำเลยกับเจ้า มรดก เสียก่อนซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์พิพาททั้งหมดเป็นสินสมรสระหว่างเจ้า มรดก กับจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ทรัพย์พิพาทบางส่วนเป็นสินส่วนตัวของเจ้า มรดก จึงเป็นเรื่องที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น หาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ ทรัพย์ มรดก ของผู้ตายยังไม่ได้แบ่งปันกันระหว่างทายาทเจ้าหนี้กอง มรดก อาจบังคับชำระหนี้เต็มจำนวนจากกอง มรดก ได้เมื่อจำเลยได้ชำระหนี้ที่กอง มรดก จะต้องชำระไปก็ต้องหักออกจากกอง มรดก ใช้ให้จำเลยก่อน ทรัพย์ มรดก ส่วนที่เหลือจึงจะแบ่งปันให้ทายาทได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นพี่น้องกับนายสมานผู้ตาย ส่วนจำเลยเป็นภริยานายสมาน นายสมานมีทรัพย์ มรดก ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องราคาประมาณ 46,000 บาท ซึ่งตกได้แก่นางแช่มมารดาโจทก์และจำเลยคนละครึ่งต่อมานางแช่มถึงแก่กรรม ทรัพย์ มรดก ส่วนได้ของนางแช่มจึงตกได้แก่โจทก์คนละส่วน จำเลยไม่ยอมแบ่ง จึงขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์ มรดก ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องให้โจทก์ทั้งสี่กึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์ได้คนละส่วน จำเลยให้การว่า กอง มรดก นายสมานมีหนี้สินรวม 50,000 บาท ไม่มีเหลือเป็น มรดก แบ่งให้โจทก์ได้ แม้จะฟังว่ามีทรัพย์ มรดก เหลือ นายสมานก็ยังมีบุตรบุญธรรมโจทก์จะมีสิทธิได้รับก็เพียงคนละ 1 ใน 24 ส่วนของทรัพย์ มรดก ทั้งหมดและโจทก์ต้องร่วมรับผิดใช้หนี้สินของกอง มรดก ด้วย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนายสมานซึ่งจำเลยมีสิทธิกึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือตกทอดแก่ทายาทไม่พอชำระหนี้สินของกอง มรดก จึงไม่มีทรัพย์ มรดก อันจะแบ่งปันให้แก่โจทก์ได้ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับ 1, 2, 3เป็นสินเดิมของนายสมาน จึงเป็น มรดก ตกได้แก่จำเลยและนางแช่มคนละครึ่งทรัพย์นอกนั้นเป็นสินสมรสจึงเป็นของจำเลยกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งตกเป็น มรดก ได้แก่จำเลยและนางแช่มคนละครึ่ง กอง มรดก มีหนี้สินที่จะต้องรับผิดจำนวน35,000 บาท พิพากษากลับให้แบ่งทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับ 1 ถึง 3 ให้โจทก์ทั้งสี่กึ่งหนึ่ง และแบ่งทรัพย์อันดับ 4 ถึง 6 ให้โจทก์ทั้งสี่หนึ่งในสี่ส่วนโดยให้หักหนี้กอง มรดก และค่าทำศพกึ่งหนึ่งของจำนวนเงิน 35,000 บาท จากโจทก์ทั้งสี่ให้แก่จำเลยผู้ชำระเงินจำนวนนี้ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่ดินและบ้านตามบัญชีทรัพย์อันดับ 1 ถึง 3 เป็นสินเดิมของนายสมานซึ่งเปลี่ยนเป็นสินส่วนตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งเป็นสินสมรสระหว่างนายสมานกับจำเลยโจทก์ขอแบ่งส่วนทรัพย์ มรดก ไม่ถูกต้อง ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่าเมื่อชำระหนี้กอง มรดก แล้ว หากมีทรัพย์ มรดก เหลืออยู่โจทก์จะมีส่วนได้เพียงใดดังนั้นการที่ศาลจะคำนวณส่วนแบ่งทรัพย์ มรดก ให้โจทก์จำเลยได้ตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัวหรือเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนายสมานผู้ตายเสียก่อน มิฉะนั้นก็จะแบ่งเป็นทรัพย์สินในกอง มรดก ของผู้ตายไม่ได้ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้วินิจฉัยว่า ทรัพย์พิพาททั้งหมดเป็นสินสมรสระหว่างนายสมานกับจำเลยการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าทรัพย์อันดับ 1 ถึง 3 เป็นสินเดิมซึ่งเปลี่ยนเป็นสินส่วนตัวของนายสมานจึงเป็นเรื่องที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยได้หาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยฎีกาไม่ แต่วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าทรัพย์อันดับ 1 ถึง 3 เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับนายสมานและทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์ มรดก ส่วนที่ตกได้แก่นางแช่มมีห้าคน โจทก์ทั้งสี่จึงมีสิทธิได้รับคนละหนึ่งในห้าส่วน จำเลยฎีกาต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ให้แบ่งทรัพย์ มรดก ให้โจทก์จำเลยแล้ว จึงให้หักเงินค่าทำศพและหนี้กอง มรดก กึ่งหนึ่งจากโจทก์ใช้ให้จำเลยขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1734 และมาตรา 1738 ต้องหักหนี้จากกอง มรดก ก่อนแล้วจึงจะแบ่งทรัพย์ มรดก ที่เหลือให้ทายาทได้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ทรัพย์ มรดก ของนายสมานยังไม่ได้แบ่งปันกันระหว่างทายาท ดังนั้นเจ้าหนี้ของ มรดก จึงอาจบังคับชำระหนี้เต็มจำนวนจากกอง มรดก ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1738 ค่าใช้จ่ายในการทำศพเจ้า มรดก ก็เป็นหนี้ที่กอง มรดก ต้องชำระตามมาตรา 1734 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้ค่าจ้างไถดินที่นายสมานเจ้า มรดก ค้างชำระไปแล้ว และเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการทำศพเจ้า มรดก ก็ต้องหักออกจากกอง มรดก ใช้ให้จำเลยก่อนทรัพย์ มรดก ส่วนที่เหลือจึงจะแบ่งปันให้ทายาทได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับ 1 ถึง 6 เป็นสินสมรสส่วนของจำเลยกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์ มรดก ของนายสมานให้หักเงินที่จำเลยใช้หนี้กอง มรดก รวม 35,000 บาท ออกจากกอง มรดก ใช้ให้จำเลยก่อนที่เหลือให้นางแช่มและจำเลยมีสิทธิได้รับ มรดก คนละกึ่งหนึ่ง ส่วนของนางแช่มให้โจทก์ได้คนละหนึ่งในห้าส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3613/2525 นางเชือน รอดพ้น กับพวก โจทก์ นางเตือง เรืองทับ จำเลย ป.วิ.พ. ม. 142 , ม. 183 ป.พ.พ. ม. 1734 , ม. 1738