ฎีกาที่ 3206/2525
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
วิธีการคำนวณ ภาษี เงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากรมาตรา 50(1) สำหรับผู้มีเงินได้ที่เข้าทำงานระหว่างปีหรือได้รับเงินเดือนขึ้นระหว่างปีนั้น ให้นำเงินเดือนเริ่มตั้งแต่เดือนที่จ่ายคำนวณล่วงหน้าจนถึงสิ้นปี เป็นเงินได้พึงประเมินสำหรับคำนวณ ภาษี ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ หากมีการจ่ายเงินโบนัสก็จะนำเงินโบนัสรวมกับเงินเดือนที่จ่ายเป็นเงินได้พึงประเมินสำหรับคำนวณ ภาษี ด้วย แล้วหารด้วยจำนวนเดือนที่จ่ายหักไว้เป็น ภาษี แต่ละเดือน
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งแก่โจทก์ว่า โจทก์ได้จ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่พนักงานและคนงานโดยมิได้หัก ภาษี เงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องครบถ้วน ให้โจทก์นำเงิน ภาษี และเงินเพิ่มไปชำระภายใน 30 วัน โจทก์ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่า โจทก์ได้หัก ภาษี เงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งจำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โดยให้เหตุผลว่าการคำนวณ ภาษี หัก ณ ที่จ่ายของพนักงานที่ได้รับเงินเดือนขึ้นระหว่างปี หรือเข้าทำงานหรือออกจากงานระหว่างปี เมื่อมีการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากรแต่ละเดือน การคำนวณยอดเงินได้พึงประเมินเพื่อคำนวณ ภาษี หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องนำจำนวนเงินที่จ่ายคูณจำนวนครั้งที่จ่ายเสมือนหนึ่งได้จ่ายทั้งปี เช่นในกรณีจ่ายเงินได้เป็นรายเดือนจะต้องคูณด้วย 12 เสมอไป และเมื่อคำนวณ ภาษี ตามมาตรา 48 ได้เงินเท่าใดแล้วจึงนำจำนวนครั้งที่ใช้เป็นตัวคูณนั้นมาหารยอด ภาษี ที่คำนวณได้ ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด จึงให้นำส่งตามนั้น โจทก์เห็นว่าวิธีคำนวณ ภาษี ของจำเลยดังกล่าวไม่ถูกต้องตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ได้หักและนำส่ง ภาษี ถูกต้องครบถ้วนแล้ว สำหรับพนักงานชาวต่างประเทศซึ่งโจทก์ออก ภาษี ให้ โจทก์คำนวณ ภาษี ตามสูตรสำเร็จของกรมสรรพากรส่วนพนักงานและคนงานที่ไม่ใช่ชาวต่างประเทศโจทก์ไม่ออก ภาษี ให้โจทก์คำนวณ ภาษี เงินได้จากเงินเดือนหรือค่าจ้างที่จ่าย ตั้งแต่เดือนที่จ่ายหรือตั้งแต่เดือนที่ได้รับเงินเดือนขึ้น ถ้าได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างตั้งแต่เดือนมกราคม ก็คำนวณเต็มทั้งปีหรือคูณเงินที่จ่ายด้วย 12 ในกรณีที่พนักงานหรือคนงานได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างหรือได้ขึ้นเงินเดือนระหว่างปี โจทก์ก็คำนวณว่ามีเงินได้หรือเงินได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนที่พนักงานหรือลูกจ้างได้รับเงินเดือนหรือเงินเพิ่มขึ้นตลอดไปจนถึงสิ้นปี เช่นได้รับเงินเดือนตั้งแต่ครึ่งปีก็คูณเงินที่จ่ายด้วย 6 เป็นต้น ในกรณีที่มีการจ่ายเงินโบนัสก็จะนำมารวมกับเงินเดือนหรือเงินค่าจ้างที่พนักงานหรือคนงานได้รับแล้วถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ซึ่งวิธีคำนวณของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสีย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์คำนวณหัก ภาษี เงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับพนักงานหรือคนงานที่ทำงานเต็มปี รวมทั้งกรณีที่จ่ายเงินโบนัสให้พนักงานหรือคนงานที่ทำงานเต็มปีนำส่งไว้ถูกต้องแล้ว แต่กรณีที่พนักงานหรือคนงานเข้าทำงานไม่เต็มปีหรือได้รับเงินเดือนขึ้นระหว่างปี กับกรณีที่มีการจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานหรือคนงานดังกล่าว โจทก์คำนวณ ภาษี โดยวิธีของโจทก์ไม่ถูกต้อง ที่ถูกจะต้องคำนวณโดยวิธีของจำเลย คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความรับกันว่าการคำนวณ ภาษี ของโจทก์สำหรับพนักงานชาวต่างประเทศและพนักงานหรือลูกจ้างที่ทำงานเต็มปีถูกต้อง คงโต้เถียงกันเฉพาะการคำนวณ ภาษี เงินได้สำหรับพนักงานหรือคนงานที่ทำงานไม่เต็มทั้งปีว่าจะใช้คำนวณตามวิธีของฝ่ายใด ให้ศาลวินิจฉัยโดยคู่ความไม่สืบพยาน หากศาลวินิจฉัยว่าต้องคำนวณตามวิธีของโจทก์ จำเลยยอมแพ้ ถ้าต้องคำนวณตามวิธีของจำเลย โจทก์ยอมแพ้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ต้องคำนวณตามวิธีของจำเลย โจทก์จึงต้องแพ้คดีพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า วิธีคำนวณของโจทก์ถูกต้อง พิพากษากลับให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในปัญหาเกี่ยวกับวิธีการคำนวณ ภาษี เงินได้สำหรับพนักงานหรือคนงานของโจทก์ที่เข้าทำงานระหว่างปี หรือได้รับเงินเดือนขึ้นระหว่างปีตามที่จำเลยฎีกานั้น ปรากฏจากคำฟ้องและคำให้การจำเลยว่า โจทก์ใช้วิธีนำจำนวนเงินเดือนเริ่มตั้งแต่เดือนที่จ่ายคำนวณล่วงหน้าจนถึงสิ้นปีเป็นเงินได้พึงประเมินสำหรับคำนวณ ภาษี ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด หากมีการจ่ายเงินโบนัสก็จะนำเงินโบนัสรวมกับเงินเดือนที่จ่ายเป็นเงินได้พึงประเมินสำหรับคำนวณ ภาษี ด้วย แล้วหารด้วยจำนวนเดือนที่จ่าย หักไว้เป็น ภาษี เงินได้แต่ละเดือน แต่จำเลยใช้วิธีคำนวณโดยถือว่าพนักงานหรือคนงานได้รับเงินเดือนเต็มทั้งปี หรือนัยหนึ่งคูณเงินเดือนที่จ่ายด้วย 12 เสมอไป แม้ผู้นั้นจะเริ่มเข้าทำงานและได้รับเงินเดือนในปีนั้นเพียงเดือนเดียวก็ตาม ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่นำมาคำนวณ ภาษี เงินได้ โดยไม่คำนึงว่าผู้มีเงินได้จะได้รับเงินได้จริงเท่าใด ปัญหาว่าการคำนวณตามวิธีของโจทก์หรือของจำเลยถูกต้อง เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 "เงินได้พึงประเมิน" หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสีย ภาษี ในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน จะเห็นได้ว่าเงินได้อันจะนำมาคำนวณ ภาษี นั้นไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่น ก็ต้องเป็นสิ่งที่ผู้มีเงินได้ได้รับมาแล้ว การหัก ภาษี เงินได้ ณ ที่จ่าย มาตรา 50 บัญญัติว่า ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินหัก ภาษี เงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายเพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณ ภาษี ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ แสดงให้เห็นว่าเงินได้ที่จะนำมาคำนวณ ภาษี ก็ต้องเป็นเงินได้ที่ได้จ่ายคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายต่อไปจนถึงเดือนสุดท้ายของปี ส่วนข้อความที่ว่าเพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีนั้นก็เพราะเป็นการคำนวณ ภาษี ไว้ล่วงหน้าจากเงินได้พึงประเมินที่คาดหมายว่าผู้มีเงินได้จะพึงได้รับตลอดไปจนถึงสิ้นปี หากจะตีความว่าเพื่อให้ได้จำนวนเงินที่จ่ายเต็มทั้งปี ก็ไม่จำต้องบัญญัติให้คูณเงินได้ที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จ่ายอีก ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้มิได้หักและนำเงินส่งหรือหักและนำส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินก็จะต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสีย ภาษี ที่ต้องชำระตามจำนวนเงิน ภาษี ที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 54 อันแสดงว่า ผู้จ่ายเงินจะต้องรับผิดเช่นเดียวกับผู้มีเงินได้สำหรับจำนวน ภาษี ที่ต้องชำระเท่านั้น ซึ่งผู้มีเงินได้จะต้องรับผิดเสีย ภาษี เงินได้ก็ต่อเมื่อมีเงินได้พึงประเมินอยู่ในเกณฑ์ตามมาตรา 48 การที่จำเลยคำนวณ ภาษี เงินได้จากเงินเดือนพนักงานหรือคนงานของโจทก์กรณีเข้าทำงานหรือได้รับเงินเดือนขึ้นระหว่างปีเป็นว่ามีเงินได้ทั้งปี โดยโจทก์มิได้จ่ายเงินจำนวนนั้นเป็นการนำจำนวนเงินที่ผู้มีเงินได้มิได้รับจริงซึ่งเงินจำนวนนั้นยังไม่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 มารวมคำนวณ ภาษี เงินได้ด้วย ย่อมเป็นวิธีคำนวณให้ยอดเงิน ภาษี เงินได้สูงกว่าที่ผู้มีเงินได้ควรจะต้องชำระ และทำให้ผู้เสีย ภาษี ต้องมีภาระในการขอคืน ภาษี ทั้ง ๆ ที่เสีย ภาษี ไว้ล่วงหน้า ประมวลรัษฎากร มาตรา 50(1) ก็ได้บัญญัติความไว้ว่าเมื่อคำนวณ ภาษี ได้ทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเงิน ภาษี ไว้เท่านั้น ถ้าเหลือเศษให้รวมเข้ากับเงิน ภาษี ที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงิน ภาษี ที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวน ภาษี ที่จะต้องเสียทั้งปี เป็นที่เห็นได้ชัดว่ากฎหมายมุ่งประสงค์จะให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินหัก ภาษี ไว้เท่าจำนวนที่ผู้มีเงินได้จะต้องเสียเท่านั้น คือต้องคำนวณจากเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้รับแล้วหรือเป็นที่แน่ชัดว่าควรจะได้รับต่อไปจนถึงเดือนสุดท้ายของปีเท่านั้นดังนั้นศาลฎีกาเห็นว่าวิธีคำนวณ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ชอบด้วยบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3206/2525 บริษัทสยามคราฟท์ จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร กับพวก จำเลย ป.รัษฎากร ม. 39 , ม. 40 , ม. 48 , ม. 50 (1)