ฎีกาที่ 2313/2523
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
รถที่โจทก์ เช่าซื้อ จากจำเลยเจ้าพนักงานไม่ต่อทะเบียนให้เพราะ สภาพรถที่ปรากฏในทะเบียนกับตัวรถไม่ตรงกัน ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะโจทก์ไม่สามารถใช้หรือรับประโยชน์จากรถพิพาท ตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาได้ การที่โจทก์ไม่ชำระค่า เช่าซื้อ จะว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ได้ การที่จำเลยยึดรถคืน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินค่า เช่าซื้อ ที่ส่งให้จำเลยไปแล้วคืนได้ แต่จำเลยก็มีสิทธิได้ค่าใช้รถพิพาทจาก โจทก์ระหว่างที่โจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์รถอยู่ โดยหักจากเงินที่ จำเลยต้องส่งคืนโจทก์
ย่อยาว
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่า เช่าซื้อ จำนวน 37,000 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2519 โจทก์กับจำเลยทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์หมายเลขทะเบียนก.ท.ห - 7066 รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 ว่า รถที่นำมาให้โจทก์ เช่าซื้อ เป็นรถของจำเลย ซึ่งความจริงไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นรถที่จำเลย เช่าซื้อ มาจากนายนาวี เราพัฒนานนท์ และนายนาวี เช่าซื้อ มาจากนายสุพจน์ กาญจนรัตน์มณี เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญา เช่าซื้อ รถพิพาทแล้ว จำเลยได้มอบให้โจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์ โจทก์ได้นำรถไปรับจ้างรับส่งคนโดยสาร ต่อมาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2520 จำเลยกับพวกไปยึดรถคืนจากโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ค้างชำระค่า เช่าซื้อ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2520 โจทก์ชำระค่า เช่าซื้อ ไปแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 37,000 บาท คดีมีปัญหาว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า รถที่โจทก์ เช่าซื้อ ค้างชำระค่าภาษีประจำปีจำเลยมอบทะเบียนรถพิพาทและแบบพิมพ์เรื่องราวขอต่อทะเบียนให้โจทก์ไปจัดการต่อทะเบียน โจทก์ไปติดต่อกับกองทะเบียนยานพาหนะจังหวัดฉะเชิงเทราแล้ว เจ้าพนักงานจัดการต่อทะเบียนให้ไม่ได้เพราะทะเบียนรถพิพาทเป็นรถสี่ล้อแต่ตัวรถเป็นรถหกล้อ โจทก์จึงนำทะเบียนและแบบพิมพ์ไปคืนจำเลย และบอกให้จำเลยจัดการต่อทะเบียนให้เรียบร้อย มิฉะนั้นโจทก์จะไม่ส่งค่า เช่าซื้อ ให้จำเลย จำเลยจัดการต่อทะเบียนให้ไม่ได้โจทก์ไม่ชำระราคาค่า เช่าซื้อ ให้ วันที่ 15 พฤษภาคม 2520 จำเลยกับพวกไปยึดรถยนต์พิพาทคืนจากโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ต่อทะเบียนรถไม่ได้เนื่องจากสภาพรถที่ปรากฏในทะเบียนกับตัวรถไม่ตรงกันเจ้าพนักงานจึงไม่ต่อทะเบียนให้นั้น ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้หรือรับประโยชน์จากรถพิพาทตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 หากโจทก์นำรถออกใช้อาจถูกเจ้าพนักงานจับฐานผิดพระราชบัญญัติรถยนต์ได้ ฉะนั้นการที่โจทก์ไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ให้จำเลยจะว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ได้ การที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่ชำระค่าซื้อและยึดรถคืนทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินค่า เช่าซื้อ ที่ส่งให้จำเลยไปแล้วคืนได้แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยก็ได้ส่งมอบรถพิพาทให้โจทก์ครอบครอง โจทก์ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากรถพิพาทแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิได้ค่าใช้รถพิพาทระหว่างที่โจทก์ครอบครองอยู่ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท โจทก์ครอบครองรถตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2519 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2520 เป็นเวลา 7 เดือน 25 วัน คิดเป็นค่าใช้รถ23,500 บาท โจทก์ส่งเงินให้จำเลยไปแล้ว 37,000 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินให้โจทก์ 13,500 บาท พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงินให้โจทก์ 13,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จค่าฤชาธรรมเนียมสามศาลเป็นพับ" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2313/2523 นายสุรินทร์ กาญจนวัฒน์ โจทก์ นายเสน่ห์ โชติมา จำเลย ป.พ.พ. ม. 372 , ม. 572