ฎีกาที่ 2858/2523
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์และจำเลยเป็นบุตรของผู้วายชนม์แต่ต่างบิดากันย่อมเป็นเหตุผลอันหนึ่งที่สมควรตั้งบุคคลทั้งสองเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกันเพื่อจะได้ช่วยกันระวังรักษาผลประโยชน์ของทายาทส่วนข้อที่ว่าผู้วายชนม์ได้ทรัพย์ มรดก มาภายหลังจำเลยเกิดนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกอง มรดก ก็ไม่ทำให้ข้อวินิจฉัยดังกล่าวเปลี่ยนแปลง
ย่อยาว
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการ มรดก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางนาง ญาณวุฒิโท ผู้วายชนม์ ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการ มรดก และไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการ มรดก รายนี้ ปัญหาวินิจฉัยมีเพียงว่าสมควรตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกับโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างบิดากัน โจทก์เกิดเมื่อผู้วายชนม์มีทรัพย์ มรดก แล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 เกิดก่อนผู้วายชนม์ได้ทรัพย์ มรดก มา พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของผู้วายชนม์แต่ต่างบิดากัน ย่อมเป็นเหตุผลอันหนึ่งที่สมควรตั้งบุคคลทั้งสองเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกัน เพื่อจะได้ช่วยกันระวังรักษาผลประโยชน์ของทายาท โดยเฉพาะการเจรจาต่อรองเรื่องเงินค่าชดเชยที่ดินที่ถูกเวนคืนกับกรมทางหลวง ส่วนข้อที่ว่าผู้วายชนม์ได้ทรัพย์ มรดก มาภายหลังจำเลยที่ 1 เกิดนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกอง มรดก ก็ไม่ทำให้ข้อวินิจฉัยดังกล่าวเปลี่ยนแปลง" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2858/2523 นายสมาน ญาณวุฒิโท โจทก์ นายแก้ว แก้วแสงโสม กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1713