ฎีกาที่ 3059-3060/2523
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์มีคำสั่งให้โจทก์รับจำเลยกลับเข้าทำงาน มิใช่เพราะจำเลยเป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน แต่เพราะโจทก์เลิกจ้างจำเลยเนื่องจากเหตุที่จำเลยเป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน และเหตุอื่น ๆ ซึ่งเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ฉะนั้นแม้ต่อมาสหภาพ แรงงาน ถูกสั่งเลิกและจำเลยไม่เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน นั้นอีกต่อไป การกระทำของโจทก์ที่เลิกจ้างจำเลยก็ยังคงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยมิได้เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน ในภายหลัง จึงหาทำให้คำสั่งของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์สิ้นผลไปไม่ เมื่อการเลิกจ้างจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.121(1) และ (2)แล้ว การกระทำของโจทก์จึงหาเป็นการใช้สิทธิของนายจ้างตามกฎหมายไม่ แม้โจทก์ยินยอมจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครอง แรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 46 ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเลิกจ้างจำเลยโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ ได้
ย่อยาว
โจทก์สำนวนแรกฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ ซึ่งมีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ร่วมกันเป็นผู้ลงนาม และให้การเลิกจ้างจำเลยที่ 12 มีผลตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2520 จำเลยที่ 12 ในสำนวนแรกกลับเป็นโจทก์ในสำนวนหลังฟ้องโจทก์สำนวนแรก ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์เข้าทำงานตามเดิม ศาล แรงงาน กลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนแรกให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ คือรับจำเลยที่ 12เข้าทำงานเสมือหนึ่งว่าไม่เคยเลิกจ้าง โดยให้จ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายก่อนเลิกจ้าง คือเดือนละ 2,708 บาท ตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันรับกลับเข้าทำงาน โจทก์สำนวนแรกและจำเลยสำนวนหลังอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "โจทก์อุทธรณ์เป็นประการแรกว่า เมื่อนายทะเบียนสั่งเลิกสหภาพ แรงงาน สยามอินเตอร์คอนติเนนตัลตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2521 แล้ว จำเลยที่ 12 ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน และไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายต่อไป ฉะนั้นแม้คำสั่งของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ที่สั่งให้โจทก์รับจำเลยที่ 12 กลับเข้าทำงานจะถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็มีผลเพียงวันที่ 23 กรกฎาคม 2521 หลังจากนั้นคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับให้โจทก์รับจำเลยที่ 12 เข้าทำงานอีก ข้อนี้ได้ความว่า คณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ได้มีคำสั่งที่ 110/2520 ลงวันที่ 13ธันวาคม 2520 วินิจฉัยชี้ขาดว่า โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 12 เนื่องมาจากเหตุที่จำเลยที่ 12 เป็นสมาชิกและกรรมการสหภาพ แรงงาน สยามอินเตอร์คอนติเนนตัลและจำเลยที่ 12 ในฐานะเลขานุการสหภาพ แรงงาน นั้นได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมจาก โจทก์ในกรณีที่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน และจำเลยที่ 12 ได้ขออนุญาตต่อทางราชการเพื่อเปิดประชุมสมาชิกทำการเลือกตั้งกรรมการสหภาพ แรงงาน ดังกล่าวในวันที่ 26 สิงหาคม 2520 การเลิกจ้างจำเลยที่ 12 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ. 2518 จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 41(4) มีคำสั่งให้โจทก์รับจำเลยที่ 12 กลับเข้าทำงานตามเดิม กับให้จ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราสุดท้ายก่อนเลิกจ้างตั้งแต่วันที่เลิกจ้างถึงวันรับจำเลยที่ 12 กลับเข้าทำงาน ต่อมาวันที่ 10สิงหาคม 2521 นายทะเบียนสหภาพ แรงงาน ประจำกรุงเทพมหานครได้มีคำสั่งให้เลิกสหภาพ แรงงาน สยามอินเตอร์คอนติเนนตัล โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23กรกฎาคม 2521 ดังนี้ เห็นว่า คณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์มีคำสั่งให้โจทก์รับจำเลยที่ 12 กลับเข้าทำงาน มิใช่เพราะ จำเลยที่ 12 เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน แต่เพราะโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 12 เนื่องจากเหตุที่จำเลยที่ 12 เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน และเหตุอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ฉะนั้นแม้ต่อมาสหภาพ แรงงาน สยามอินเตอร์คอนติเนนตัล ถูกสั่งเลิกและจำเลยที่ 12 ไม่เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน อีกต่อไป การกระทำของโจทก์ที่เลิกจ้างจำเลยที่ 12 ก็ยังคงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยที่ 12มิได้เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน ในภายหลังจึงหาทำให้คำสั่งของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์สิ้นผลไปไม่ โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า จำเลยที่ 12 ถูกโจทก์เลิกจ้างเพราะเหตุที่มีพฤติกรรมไม่ชอบ ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายฝ่ายติดตามสืบสวนสอบสวนตลอดมาการที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 12 จึงไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม แต่เป็นการใช้สิทธิของนายจ้างโดยชอบธรรมและได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายแล้ว พิเคราะห์แล้ว ข้อนี้ศาล แรงงาน กลางวินิจฉัยว่าการที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 12 เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่พอใจจำเลยที่ 12 ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน สยามอินเตอร์คอนติเนนตัล ดำรงตำแหน่งกรรมการและเลขานุการของสหภาพ แรงงาน ดังกล่าวได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์ให้ปรับปรุงสภาพการจ้างเมื่อ พ.ศ. 2519 แต่ตกลงกันไม่ได้ และสหภาพ แรงงาน ดังกล่าวได้นัดประชุมเพื่อเลือกกรรมการชุดใหม่ในวันที่ 26 สิงหาคม 2520 จำเลยที่ 12 ในฐานะเลขานุการสหภาพ แรงงาน นั้นเคยนำพนักงานรักษาความปลอดภัยของโจทก์ และนำนายสุเชาว์ แช่มบาง กรรมการสหภาพ แรงงาน ดังกล่าวซึ่งถูกโจทก์เลิกจ้างไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ ทั้งยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการต่อต้านการเลิกจ้างแม่ครัวของโจทก์ โดยเข้าเป็นกรรมการต่อรองจนโจทก์รับแม่ครัวเข้าทำงาน ครั้นวันที่ 12 สิงหาคม 2520 ก่อนถึงวันนัดประชุมเลือกกรรมการของสหภาพ แรงงาน ดังกล่าว โจทก์ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 12 เสียก่อน ศาล แรงงาน กลางเห็นว่า โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 12 เพราะเหตุเป็นสมาชิกและกรรมการสหภาพ แรงงาน สยามอินเตอร์คอนติเนนตัล การเลิกจ้างจำเลยที่ 12เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121(1)(2) แห่งพระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มิใช่เป็นเรื่องโจทก์เลิกจ้างเพราะไม่ไว้วางใจในความประพฤติและพฤติการณ์ของจำเลยที่ 12 เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในเรื่องเหตุที่เลิกจ้างจำเลยที่ 12 เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่ข้อกฎหมายว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ตามที่ศาล แรงงาน กลางฟังมา จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่อ้างว่า การที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 12เป็นการใช้สิทธิของนายจ้างนั้น เห็นว่า เมื่อการเลิกจ้างจำเลยที่ 12 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 121(1) และ (2) แล้ว การกระทำของโจทก์จึงหาเป็นการใช้สิทธิของนายจ้างตามกฎหมายไม่ แม้โจทก์ยินยอมจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 12 ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครอง แรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน2515 ข้อ 46 ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเลิกจ้างจำเลยที่ 12 โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ได้" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3059 - 3060/2523 บริษัท ไอ.เอช.ซี.(ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ นายสุวรรณ รื่นยศ กับพวก จำเลย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน