ฎีกาที่ 3330/2522
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าให้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อโจทก์เห็นว่าคำสั่งของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ที่สั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าเสียหายให้แก่ ก. ลูกจ้างไม่ถูกต้อง ย่อมถือได้ว่าสิทธิหน้าที่ของโจทก์มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นแล้ว โจทก์ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ เมื่อปรากฏว่า ก. ลูกจ้างได้ละทิ้งหน้าที่ขาดงานไปโดยมิได้ยื่นใบลาต่อหัวหน้าหน่วย และโจทก์ก็มิได้มีคำสั่งเลิกจ้าง ก. ดังนั้น โจทก์จึงมิใช่ผู้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 121(1) แห่งพระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ.2518 และ ก. จะยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ต่อคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ตามมาตรา 124 ไม่ได้ คำสั่งของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ที่ว่าโจทก์เลิกจ้าง ก. เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121(1) และให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายแก่ ก. จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า คณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลและรับผิดชอบของจำเลย ได้มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าเสียหายให้แก่นายเกษม 2,500 บาท โดยชี้ขาดว่าโจทก์เลิกจ้างนายเกษมเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121(1) โจทก์เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบ เพราะนายเกษมละทิ้งหน้าที่เกินกว่า 3 วันติดต่อกัน โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายใด ๆ และโจทก์ไม่เคยไล่นายเกษมออกหรือปลดออก และไม่เคยบอกให้ออกจากงาน จึงขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ดังกล่าว จำเลยให้การว่า คำสั่งของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ตามฟ้องเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 41(4) ประกอบด้วยมาตรา 121(1), 124, 125 และ 158 คำสั่งดังกล่าวเป็นอันถึงที่สุดโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ตามฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการ และให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ และคำสั่งของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า 1. โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ และ 2. คำสั่งคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ที่ 52/2519 ลงวันที่ 25 มิถุนายน2519 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามฎีกาข้อแรก ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่มีกฎหมายบัญญัติว่า คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมให้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อโจทก์เห็นว่า คำสั่งของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ที่สั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าเสียหายแก่นายเกษมไม่ถูกต้อง ย่อมถือได้ว่าสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นแล้ว โจทก์ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ ส่วนฎีกาข้อต่อมาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า นายเกษมได้ละทิ้งหน้าที่ขาดงานไปโดยมิได้ยื่นใบลาต่อหัวหน้าหน่วยและโจทก์ก็มิได้มีคำสั่งเลิกจ้างนายเกษม ดังนั้น โจทก์จึงมิใช่เป็นผู้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 121(1) แห่งพระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ด้วยเหตุนี้นายเกษมจึงยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ต่อคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ ตามมาตรา 124 ไม่ได้ คำสั่งของคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ที่ 52/2519 ที่ว่าโจทก์เลิกจ้างนายเกษมเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121(1) และให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายแก่นายเกษมเป็นเงิน 2,500 บาท จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3330/2522 บริษัทแลและสหายก่อสร้าง จำกัด ฯ โจทก์ กรม แรงงาน กับพวก จำเลย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 (1) , ม. 124 ป.วิ.พ. ม. 55