ฎีกาที่ 2349/2521
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีก่อนจำเลยยื่นคำร้องขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการ มรดก พ. ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลตั้งตนเองและโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกันตามพินัยกรรมที่เจ้า มรดก ทำไว้ ศาลพิพากษาให้ยกคำคัดค้านโดยฟังว่าเจ้า มรดก มิได้ทำพินัยกรรมไว้ คดีถึงที่สุด ดังนี้ถือได้ว่า พ.ได้ยื่นคำร้องในคดีก่อนแทนโจทก์ด้วย การที่โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้ศาลตั้งโจทก์และ พ.เป็นผู้จัดการ มรดก โดยอ้างพินัยกรรมนั้นอีก อันเป็นประเด็นข้อโต้เถียงอย่างเดียวกันกับที่ พ.ร้องคัดค้านแทนโจทก์ในคดีก่อน จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 เรื่องฟ้องซ้ำเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเมื่อศาลเห็นสมควรก็ยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เจ้า มรดก ทำพินัยกรรมตั้งโจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และ พ. เป็นผู้จัดการ มรดก ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการ มรดก โดยอ้างว่าเจ้า มรดก มิได้ทำพินัยกรรมไว้ พ. ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ตั้ง พ. และโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นผู้จัดการ มรดก ตามพินัยกรรม ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามร่วมกันเป็นผู้จัดการ มรดก โดยไม่มีพินัยกรรม โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียเพราะเป็นผู้จัดการ มรดก ตามพินัยกรรม ขอให้ศาลถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก และตั้งให้โจทก์กับ พ. ร่วมกันเป็นผู้จัดการ มรดก แทน จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมของเจ้า มรดก มิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย พินัยกรรมที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นพินัยกรรมปลอมจำเลยมิได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการ มรดก โดยไม่ชอบหรือไม่สุจริตแต่ประการใด ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีมีข้อโต้แย้งอยู่ว่าเจ้า มรดก ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือไม่ ถ้าพินัยกรรมมีจริงโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการ มรดก ตามพินัยกรรมย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสีย พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีได้ความว่าจำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการ มรดก รายนี้โดยอ้างว่าเจ้า มรดก มิได้ทำพินัยกรรมไว้ซึ่งในคดีนั้น พ.ยื่นคำร้องคัดค้านว่าเจ้า มรดก ทำพินัยกรรมไว้ ขอให้ตั้ง พ. กับโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในคดีนี้เป็นผู้จัดการ มรดก ตามพินัยกรรม ผลที่สุดศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามในคดีนี้เป็นผู้จัดการ มรดก โดยไม่มีพินัยกรรม การที่ พ. ร้องขอให้ตั้งตนเองและโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกันตามพินัยกรรมในคดีก่อน ถือได้ว่า พ.ร้องคัดค้านแทนโจทก์ด้วย เมื่อคดีก่อนศาลพิพากษาให้ยกคำคัดค้านโดยฟังว่าเจ้า มรดก มิได้ทำพินัยกรรมไว้ คดีถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ การที่โจทก์มาฟ้องขอให้ศาลตั้งโจทก์และ พ.เป็นผู้จัดการ มรดก โดยอ้างพินัยกรรมนั้นอีก อันเป็นประเด็นข้อโต้เถียงอย่างเดียวกันกับที่ พ. ร้องคัดค้านแทนโจทก์ในคดีก่อน จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 เรื่องฟ้องซ้ำเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2349/2521 นายสุวรรณ ถิระพานิช โจทก์ นางชั้น โตพ่วง กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1713 ป.วิ.พ. ม. 142 , ม. 148