ฎีกาที่ 817/2521
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ผู้รับ จำนอง ต้องเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้อันใดอันหนึ่งตามมาตรา702 แต่ผู้ จำนอง อาจไม่ใช่ตัวลูกหนี้ก็ได้ ตาม มาตรา709จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จำนอง ที่ดินแก่โจทก์ที่ 2 ซึ่งไม่ใช่เจ้าหนี้ จำนอง จึงบังคับแก่หนี้ที่จำเลยที่ 1กู้โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ชำระดอกเบี้ยด้วยเช็ค เจ้าหนี้ไม่เอาเช็คไปขึ้นเงินลูกหนี้ยังต้องชำระดอกเบี้ยตามจำนวนในเช็ค พยานเอกสารซึ่งผู้อ้างมิได้ส่งสำเนาแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยาน 3 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา90 ศาลรับฟังฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้ได้ตามมาตรา87(2) โจทก์ส่งสำเนาพร้อมกับฟ้องก็ใช้ได้ เอกสารที่ต้นฉบับอยู่กับคนภายนอกผู้อ้างไม่ต้องส่งสำเนา ศาลตรวจพิจารณาลายมือชื่อที่มีข้อคัดค้านว่าเป็นลายมือชื่อปลอมโดยเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในเอกสารอื่นที่แท้จริงได้เอง แม้เป็นลายมือชื่อภาษาต่างประเทศ ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา46
ย่อยาว
โจทก์ที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทจำกัด โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1กู้เงินโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จำนอง ที่ดินไว้กับโจทก์ที่ 2 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 5,800,000 บาท กับดอกเบี้ยยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ควรวินิจฉัยก่อนโดยลำดับ คือ ประการแรก จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องคดีนี้ กล่าวคือโจทก์มิได้ส่งสำเนาหนังสือรับรองของหอทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทตามเอกสารหมาย จ.4ให้จำเลยก่อนวันสืบพยาน 3 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 90 โจทก์มิได้นำสืบว่า โจทก์ได้ประทับตราของบริษัทโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ต่อหอทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดภูเก็ตหรือไม่ และตามเอกสารหมาย จ.4ก็ไม่ปรากฏตราของบริษัทโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้มีรูปร่างลักษณะอย่างใดจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ไม่ได้ และศาลชั้นต้นจะรับฟังเอกสารหมาย จ.4 โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2)อ้างเหตุว่าเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญที่จำเป็นต้องสืบเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ไม่ได้ เพราะมาตรา 87(2) เป็นเรื่องที่ศาลเห็นว่าจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตราในมาตรา 87 นั้นเอง หาใช่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตราในมาตรา 88 และ 90 ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารหมาย จ.4 ให้จำเลยก่อนวันสืบพยาน 3 วันตามมาตรา 90 ศาลจึงไม่มีอำนาจรับฟังเอกสารหมาย จ.4 เป็นพยานหลักฐานในคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใด เว้นแต่...(1)...ฯลฯ (2) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88และ 90 แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้" ข้อความในมาตรา 87 มีอยู่ดังนี้ จะตีความดังจำเลยฎีกาหาถูกต้องไม่ เพราะในตอนต้นของมาตรา 87 บัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานเว้นแต่จะต้องด้วยอนุมาตรา (1) หรือ (2) โดยเฉพาะในอนุมาตรา (2) ได้กล่าวถึงมาตรา 87 และ 90 มีข้อความดังกล่าวข้างต้น ข้อความในตอนท้ายของมาตรา 87(2) จึงต้องหมายความว่า ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี แม้คู่ความจะไม่ได้อ้างพยานหลักฐานนั้น ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 และ 90 ดังนั้นแม้โจทก์จะมิได้ส่งสำเนาหนังสือรับรองของหอทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหมาย จ.4 ให้จำเลยก่อนวันสืบพยาน 3 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 แต่เมื่อศาลชั้นต้นรับฟังเอกสารหมาย จ.4 โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 87(2) จึงรับฟังเอกสารหมาย จ.4 เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ และเมื่อโจทก์มีหนังสือรับรองของหอทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหมาย จ.4 มาสืบ แสดงว่า โจทก์ที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2510 โดยโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการมีอำนาจลงนามแทนบริษัทโจทก์ที่ 1 ในบรรดากิจการทุกอย่างและเอกสารสัญญากรมธรรม์ หรือนิติกรรมใด ๆ ทุกชนิด แต่ต้องประทับตราบริษัท ปรากฏว่า โจทก์ที่ 2 ลงชื่อในใบแต่งทนายแทนโจทก์ที่ 1 โดยประทับตราบริษัทโจทก์ที่ 1 และหลักฐานแห่งหนี้รายนี้ คือสัญญากู้หมาย จ.5 และ จ.11 ก็ได้ประทับตราของบริษัทถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัทโจทก์ที่ 1ทุกประการ โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยฎีกาในปัญหาเรื่องการรับฟังเอกสารอีกว่า เอกสารหมาย จ.1ถึง จ.13 ที่โจทก์นำสืบและส่งศาลนั้น โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้และเป็นเอกสารที่มีอยู่ที่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ส่งสำเนาให้จำเลยทั้งสองก่อนวันสืบพยาน 3 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 90 และโจทก์มิได้ลงชื่อรับรองสำเนาเอกสารเหล่านั้นว่าเป็นสำเนาถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนเอกสารหมาย จ.23 ถึง จ.28 ที่โจทก์ส่งศาลเป็นสำเนาเช็ครวม 6 ฉบับ มิใช่ต้นฉบับเช็คตัวจริง เอกสารหมาย จ.28 ถึง จ.34 เป็นเอกสารซ้ำกับเอกสารที่กล่าวแล้ว เอกสารทั้งหมดนั้นจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ปรากฏว่า โจทก์ได้ส่งสำเนาเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.13 เว้นแต่เอกสารหมาย จ.4 ให้จำเลยพร้อมฟ้อง และได้ระบุอ้างพยานเอกสารเหล่านี้ไว้ ตามบัญชีระบุพยานของโจทก์ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2515 ก่อนวันเริ่มสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วันและโจทก์ได้อ้างส่งต้นฉบับหมาย จ.1 ถึง จ.13 ต่อศาล ซึ่งถูกต้องตรงกับสำเนาที่โจทก์นำส่งให้จำเลยพร้อมฟ้องแล้ว ส่วนสำเนาเช็คหมาย จ.23ถึง จ.28 โจทก์ได้อ้างต้นฉบับตามเอกสารหมาย จ.28 ถึง จ.34 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของธนาคารแหลมทอง จำกัด และธนาคารชาเตอร์แบงค์จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกแล้ว จึงไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90(2) ศาลจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวทั้งหมดได้ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้ำ พิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังครบกำหนดชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญาหมาย จ.5 ประกอบกับข้อตกลงขยายระยะเวลาชำระหนี้หมาย จ.10 และหนี้เงินกู้ตามสัญญาหมาย จ.11 ยังไม่ถึง 10 ปีคดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ และคดีก่อนโจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่า คดีมีทางตกลงกันได้ ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง ให้จำหน่ายคดีปรากฏตามสำนวนคดีหมายเลขที่ 15/2515 ของศาลชั้นต้น มิใช่เป็นการชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงไม่ต้องห้ามมิให้โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นคดีนี้อีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยฎีกาโต้เถียงขึ้นมาว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองกู้เงินและ จำนอง ที่ดินไว้กับโจทก์ทั้งสองตามฟ้อง ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้วโจทก์นำสืบ โจทก์ที่ 2 กับนายอุดม บุญหลง เป็นพยานรู้เห็นในการทำสัญญากู้และสัญญา จำนอง ตามฟ้อง และโจทก์ได้มอบเช็คหมาย จ.29 ถึง 34 จ่ายเงินตามจำนวนที่จำเลยกู้ทั้งสองคราวให้ตัวแทนของจำเลยรับไปตามข้อเท็จจริงที่บรรยายไว้ในข้อนำสืบของโจทก์ข้างต้น โดยมีนายคริน บุนนาค สมุห์บัญชีใหญ่ธนาคารแหลมทอง จำกัด และนายสำรวย สุนทรเจริญ ผู้ช่วยสมุห์บัญชีธนาคารชาเตอร์ด จำกัด เป็นพยานว่า ธนาคารได้จ่ายเงินตามเช็คหมาย จ.29, 31, 33, 34 เข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาสีลมแล้ว ส่วนเช็คหมาย จ.30 ซึ่งสั่งจ่ายให้จำเลยที่ 1 และเช็คหมาย จ.32 ซึ่งเป็นเช็คสั่งจ่ายให้ผู้ถือ ก็มีผู้รับเงินไปจากธนาคารโดยลงชื่อสลักหลังเช็คไว้ด้วย พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความสอดคล้องต้องกันในข้อเท็จจริงอันเป็นสารสำคัญแห่งคดีลงรอยกับเอกสารที่โจทก์อ้าง โดยมีลายมือชื่อที่เชื่อได้ว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ลงชื่อไว้ในสัญญากู้หมาย จ.5 และ จ.11 ทั้งนี้โดยอาศัยเปรียบเทียบกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 รับเงินตามเช็คหมาย จ.30 และ จ.32 และลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คหมาย จ.14 ถึง จ.22 เป็นค่าดอกเบี้ยให้โจทก์ที่ 1มีลักษณะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันทั้งสัญญา จำนอง หมาย จ.6ถึง จ.8 และสัญญาขึ้นเงิน จำนอง หมาย จ.12 - 13 ก็เป็นเอกสารทางราชการที่เจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้น ซึ่งตามสัญญากู้หมาย จ.5 ได้กล่าวระบุถึงเลขที่ดินที่จำเลย จำนอง เป็นประกันเงินกู้ไว้ด้วย แสดงว่าได้มีการ จำนอง ที่ดินไว้กับโจทก์ที่ 2 จริง จึงสามารถระบุเลขที่โฉนดลงไว้ในสัญญากู้ได้ เมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ และบอกกล่าวบังคับ จำนอง จำเลยทั้งสองก็มิได้ตอบปฏิเสธหนี้แต่อย่างใดพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้แน่ชัดว่า จำเลยที่ 1กู้เงินโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสอง จำนอง ที่ดินไว้กับโจทก์ที่ 2 เป็นจำนวนเงินตามฟ้องจริง พยานหลักฐานของจำเลยและเหตุผลที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกาว่า พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์นั้น ยังไม่มีน้ำหนักให้ศาลชี้ขาดเป็นอย่างอื่น ดังศาลอุทธรณ์ได้ยกขึ้นวินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วที่จำเลยฎีกาว่า ศาลจะฟังข้อเท็จจริงโดยอาศัยพยานเอกสารดังกล่าวแล้วเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า ศาลรับฟังเอกสารนั้น ๆ เป็นพยานเอกสารได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 87(2), 88 และ 90 ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ศาลรับฟังลายมือชื่อผู้กู้ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 46 ว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 โดยไม่นำผู้เชี่ยวชาญมาสืบพิสูจน์ไม่ได้นั้น ก็เห็นว่า ศาลมีอำนาจตรวจเปรียบเทียบลายมือชื่อในเอกสารและวินิจฉัยว่า น่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1333/2494 คดีระหว่าง นายลาน ทองศรี โจทก์ นายเคนสวยรูป จำเลย และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46มิใช่เป็นบทบัญญัติห้ามมิให้ศาลตรวจเปรียบเทียบลายมือที่เป็นภาษาต่างประเทศแต่อย่างใด ที่จำเลยฎีกาโต้เถียงอีกว่าโจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวนั้น ได้ความจากโจทก์ที่ 2 ว่าได้ให้ทนายโจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบังคับ จำนอง ถึงจำเลยทั้งสองโดยทางไปรษณีย์ตอบรับและมีผู้รับโดยชอบแล้วตามเอกสารหมาย จ.1 ถึงจ.3 จำเลยมิได้นำสืบปฏิเสธ จึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำลยทั้งสอง จำนอง ที่ดินไว้ต่อโจทก์ที่ 2 เพื่อประกันเงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจากโจทก์ที่ 1สัญญา จำนอง จะมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองหรือไม่ และการที่ศาลล่างทั้งสองยกปัญหาข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยโดยจำเลยมิได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ จะเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง นอกประเด็นหรือไม่ โจทก์ฎีกาโต้แย้งว่า ผู้ จำนอง ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกหนี้ผู้รับ จำนอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 709 ซึ่งบัญญัติว่า "บุคคลคนหนึ่งจะ จำนอง ทรัพย์สินของตนไว้ เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระก็ให้ทำได้" ศาลฎีกาพิจารณาแล้วมาตรา 709 ที่โจทก์ยกขึ้นอ้างเป็นเพียงกล่าวถึงผู้ จำนอง ว่า อาจจะเป็นบุคคลอื่นไม่ใช่ลูกหนี้ก็ได้เท่านั้น ส่วนผู้รับ จำนอง มีกล่าวไว้ในมาตรา 702 ซึ่งกำหนดลักษณะของสัญญา จำนอง ว่าเป็นสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ จำนอง เอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับ จำนอง เป็นประกันการชำระหนี้ โดยไม่ส่งทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับ จำนอง ผู้รับ จำนอง ชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ จำนอง ก่อนเจ้าหนี้สามัญ เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 709แล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่าผู้รับ จำนอง จะต้องเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่มีการ จำนอง ค้ำประกันนั้น ซึ่งอาจเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นในอนาคต หรือหนี้มีเงื่อนไข จะ จำนอง ไว้เพื่อหนี้นั้น อาจเป็นผลได้จริง ก็ จำนอง ได้ ส่วนผู้ จำนอง จะเป็นลูกหนี้หรือบุคคลอื่นใดก็ได้ไม่จำกัด เมื่อโจทก์ที่ 2 ผู้รับ จำนอง ยังไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้สัญญา จำนอง จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ที่โจทก์อ้างว่า ตามบันทึกขึ้นเงิน จำนอง เอกสารหมาย จ.12, 13 ระบุไว้ว่า เป็นการ จำนอง เพื่อประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 กับบริษัทโจทก์ที่ 1โดยนายประหยัด บุญสูง โจทก์ที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้ต่อเนื่องกับบริษัทโจทก์ที่ 1ผู้เป็นเจ้าหนี้อีกทอดหนึ่ง แสดงว่า โจทก์ที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ที่ 1 และย่อมเข้ารับช่วงสิทธิเมื่อได้ชำระหนี้ให้โจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 2 จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสองด้วยนั้น เห็นว่าโจทก์มิได้ยกขึ้นอ้างในคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 อยู่ในฐานะเช่นนั้น คงกล่าวอ้างเพียงว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้รับ จำนอง มิได้มีความรับผิดอย่างใดต่อโจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ไม่ได้ ปัญหาว่าจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เพียงใดนั้น ศาลย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเป็นประเด็นข้อกล่าวอ้างของโจทก์ในคำฟ้องมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง นอกประเด็น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โจทก์ฎีกาต่อไปว่า การที่โจทก์ไม่นำเช็คล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 ออกให้โจทก์เป็นค่าดอกเบี้ยตามเช็คหมาย จ.14 ถึง 18 รวม 5 ฉบับ ๆ ละ 37,500บาท และเช็คหมาย จ.19 ถึง จ.22 รวม 4 ฉบับ ๆ ละ 35,000 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 327,500 บาทไปขึ้นเงิน จะถือว่าจำเลยยังค้างชำระดอกเบี้ยตามเช็คทั้งหมดนั้นหรือไม่ เห็นว่า กรณีดังกล่าวต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าชำระหนี้ด้วยออกด้วยโอน ฤาด้วยสลักหลังตั๋วเงิน ฤาประทวนสินค้า ท่านว่าหนี้นั้นจะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงิน ฤาประทวนสินค้านั้นได้ใช้เงินแล้ว" ดังนั้นแม้โจทก์จะไม่นำเช็คค่าดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวไปเบิกเงินจากธนาคารเองจะโดยเหตุผลดังที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยขอร้องให้รอไว้ก่อน เพราะไม่มีเงินในบัญชีก็ตาม เช็คเป็นตั๋วเงินชนิดหนึ่งตราบใดที่ยังไม่มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หนี้ก็ยังไม่ระงับไป คงเป็นหนี้ค้างชำระอยู่ตามมูลหนี้เดิม จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าดอกเบี้ยจำนวนตามเช็คข้างต้นให้โจทก์ด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ที่ 1 อีก 327,500บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียม(รวมค่าทนาย) ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 817/2521 บริษัท จุติพาณิชย์ จำกัด กับพวก โจทก์ นายโชคชัย บูลกุล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 321 , ม. 702 , ม. 709 ป.วิ.พ. ม. 87 , ม. 126