ฎีกาที่ 1197/2521
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4
พ.ศ. 2502 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 4 ผู้ใดเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุ...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11
พ.ศ. 2502 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 11 ผู้ใดเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต...
ย่อสั้น
แม้หนังสือที่ผู้มอบอำนาจมีไปถึงสารวัตรใหญ่ จะไม่เป็นหนังสือซึ่งผู้มอบอำนาจทำไว้กับผู้รับมอบอำนาจ แต่ก็เป็นหนังสือซึ่งผู้มอบอำนาจมีไปถึงพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งให้ทราบว่าผู้มอบอำนาจขอมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจไปร้องทุกข์แทน เมื่อผู้รับมอบอำนาจนำหนังสือนั้นไปยื่นต่อพนักงานสอบสวนและร้องทุกข์แทนตามที่ได้รับมอบอำนาจมาหนังสือนี้ย่อมเพียงพอที่พนักงานสอบสวนจะยึดถือไว้เป็นหลักฐานในสำนวนว่าคดีมีการร้องทุกข์โดยผู้มีอำนาจแล้ว การที่หนังสือดังกล่าวระบุว่าใครเป็นผู้มอบอำนาจให้ใครมาร้องทุกข์เรื่องอะไร และมีลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจลงไว้ ถือได้ว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์อันชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้ผู้รับมอบอำนาจจะมิได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจไว้ในหนังสือด้วยก็ไม่ทำให้การมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ (อ้างฎีกาที่ 1058/2520) การร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีอาญาแก่พนักงานของนิติบุคคล เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติโดยทั่วไปของผู้ซึ่งเป็นผู้แทนของนิติบุคคลทั้งหลาย จะพึงกระทำในทางปกป้องรักษาผลประโยชน์ของนิติบุคคล ไม่จำต้องกำหนดเป็นนโยบายหรือตราเป็นข้อบังคับไว้จึงจะมีอำนาจทำได้ ตำแหน่งผู้อำนวยการของนิติบุคคล ถือได้ว่าเป็น "ผู้แทนอื่น" ตามความหมายของมาตรา 5(3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงเป็นผู้มีอำนาจร้องทุกข์แทนนิติบุคคล และมีสิทธิมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปร้องทุกข์แทนได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยผู้เสียหายเป็นองค์การของรัฐบาลใช้ชื่อย่อว่า อ.ส.ท. มีฐานะเป็นนิติบุคคล จำเลยเป็นพนักงานของ อ.ส.ท. มีหน้าที่รับจองสถานที่พักตากอากาศและจำหน่ายบัตรเล่นกอล์ฟ จำเลยได้จำหน่ายบัตรเล่นกอล์ฟแก่ลูกค้าจำนวน 1,146 ใบ เป็นเงิน103,140 บาท ได้รับเงินแล้วเบียดบัง ยักยอก เอาเป็นของตน อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้ อ.ส.ท. ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐพ.ศ. 2502 มาตรา 4, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 กับให้จำเลยคืนเงินแก่ อ.ส.ท. จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4,11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดให้จำคุก 6 ปี กับให้จำเลยคืนเงินแก่ อ.ส.ท. ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4ซึ่งเป็นบทเฉพาะเพียงบทเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าหนังสือมอบอำนาจซึ่งผู้อำนวยการอ.ส.ท. มอบให้ไปร้องทุกข์ไม่สมบูรณ์นั้น แม้หนังสือที่ผู้อำนวยการมีไปถึงสารวัตรใหญ่จะไม่เป็นหนังสือซึ่งผู้มอบอำนาจทำไว้กับผู้รับมอบอำนาจ แต่ก็เป็นหนังสือซึ่งผู้มอบอำนาจมีไปถึงพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งให้ทราบว่าผู้มอบอำนาจขอมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจไปร้องทุกข์แทน เมื่อผู้รับมอบอำนาจหนังสือนั้นไปยื่นต่อพนักงานสอบสวนและร้องทุกข์แทนตามที่ได้รับมอบอำนาจมา หนังสือนี้ย่อมเพียงพอที่พนักงานสอบสวนจะยึดถือไว้เป็นหลักฐานในสำนวนว่าคดีได้มีการร้องทุกข์โดยผู้มีอำนาจแล้ว หนังสือนี้จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจอยู่ในตัว การที่หนังสือดังกล่าวระบุว่าใครเป็นผู้มอบอำนาจให้ใครมาร้องทุกข์เรื่องอะไร และมีลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจลงไว้ ถือได้ว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์อันชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้ผู้รับมอบอำนาจจะมิได้ลงลายมือชื่อรับเป็นผู้รับมอบอำนาจไว้ในหนังสือด้วยก็ไม่ทำให้การมอบอำนาจนี้ไม่สมบูรณ์ ที่จำเลยฎีกาคัดค้านเรื่องอำนาจของผู้อำนวยการ อ.ส.ท. ในการร้องทุกข์นั้น แม้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจะบัญญัติว่า "ให้ผู้อำนวยการมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินกิจการของ อ.ส.ท. ให้เป็นไปตามนโยบายและข้อบังคับซึ่งคณะกรรมการกำหนด ฯลฯ" แต่การร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีอาญาแก่พนักงานของ อ.ส.ท. ซึ่ง ยักยอก เงินไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่คณะกรรมการ อ.ส.ท. จะต้องกำหนดเป็นนโยบายหรือตราเป็นข้อบังคับไว้ แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติโดยทั่วไปซึ่งผู้แทนนิติบุคคลทั้งหลายจะพึงกระทำในทางปกป้องรักษาผลประโยชน์ของนิติบุคคล แม้ตำแหน่งของผู้มอบอำนาจจะมิได้เรียกว่าผู้จัดการ แต่ตำแหน่งผู้อำนวยการถือได้ว่าเป็น "ผู้แทนอื่น" ของ อ.ส.ท. ซึ่งเป็นนิติบุคคล จึงมีอำนาจร้องทุกข์ตามมาตรา 3 และมาตรา 5(3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และมีสิทธิมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปร้องทุกข์แทนได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1197/2521 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายวงรักษ์ หรือจงรักษ์ สุนทรวงศ์ จำเลย ป.วิ.อ. ม. 3 , ม. 5 (3) ป.พ.พ. ม. 69 , ม. 75 , ม. 798