ฎีกาที่ 1717/2520
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จำนวนหนึ่งแสนบาทคืนจากจำเลยและจำเลยให้การว่าได้นำที่ดินตามฟ้องทำ จำนอง ไว้กับโจทก์เพื่อเป็นประกันเงินกู้หนึ่งแสนบาทจริง แต่ได้กู้ยืมและรับเงินกันเพียง 80,000 บาท อีก 20,000 บาทเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์คิดรวมเข้าไว้ด้วยนั้น จำเลยมีสิทธินำสืบพยานบุคคลได้ว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินและรับเงินไปจากโจทก์เพียง 80,000 บาท แต่โจทก์คิดดอกเบี้ย20,000 บาท รวมไปด้วยเพราะเป็นการนำสืบถึงการชำระดอกเบี้ย ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(อ้างฎีกาที่ 936/2504) แต่จำเลยจะนำสืบพยานบุคคลว่าได้ชำระเงินต้นบางส่วนให้แก่โจทก์แล้วไม่ได้ เพราะมูลคดีนี้เป็นเรื่องกู้ยืมโดยมีที่ดิน จำนอง เป็นประกันอันมีหลักฐานเป็นหนังสือ จะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมหรือได้เวนคืน หรือได้แทงเพิกถอนในเอกสารการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้นำที่ดินโฉนดที่ 869 ตำบลบึงชำอ้อ อำเภอหนองเสือจังหวัดปทุมธานีมาจดทะเบียน จำนอง ไว้กับโจทก์เพื่อประกันการกู้ยืมเป็นเงินหนึ่งแสนบาท จำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตามสัญญา คงค้างชำระดอกเบี้ย7 ปีเศษ โจทก์ขอคิดเพียง 5 ปี อัตราร้อยละ 8 ต่อปีเป็นเงิน 40,000 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวม 140,000 บาท และเสียดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อปีจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จหากไม่ชำระก็ขอให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินชำระให้โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยได้นำที่ดินตามฟ้อง จำนอง ไว้กับโจทก์เพื่อประกันเงินกู้ 100,000 บาทจริง แต่ได้กู้ยืมและรับเงินกันเพียง 80,000 บาทอีก 20,000 บาทเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์คิดรวมเข้าไว้ด้วย หลังจากทำสัญญา จำนอง แล้ว จำเลยได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์ทุกปี เมื่อคิดบัญชีกันแล้ว จำเลยคงค้างเงินกันอยู่ 37,000 บาท โจทก์ไม่ยอมให้จำเลยไถ่ถอน จำนอง การบอกกล่าวบังคับ จำนอง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงขอฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์รับเงิน 37,000 บาท และไถ่ถอน จำนอง ให้จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยได้กู้เงินและรับเงินจำนวนหนึ่งแสนบาทไปตามสัญญา จำนอง ครบถ้วยแล้ว จำเลยไม่เคยผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้โจทก์เลย คงค้างเงินต้นและดอกเบี้ยอยู่ตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวม 140,000บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระเงินดังกล่าวให้นำที่ดินที่ จำนอง ไว้ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้โจทก์จนครบ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีสิทธินำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินและรับเงินไปจากโจทก์เพียง 80,000 บาท แต่โจทก์คิดดอกเบี้ย20,000 บาทรวมไปด้วยนั้นเห็นว่า ข้อต่อสุ้ของจำเลยมีความหมายว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 100,000 บาทจริงตามสัญญา แต่ต้องหักใช้โจทก์เป็นดอกเบี้ยล่วงหน้าเสีย 20,000 บาท คงรับเงินมา 80,000 บาท ดังนี้เป็นการนำสืบถึงการชำระดอกเบี้ย จึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 แต่ที่จำเลยอ้างว่าได้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไปบางส่วนแล้วคงค้างอยู่เพียง 37,000 บาทนั้น เห็นว่ามูลคดีเป็นเรื่องกู้ยืม โดยมีที่ดิน จำนอง เป็นประกันอันมีหลักฐานเป็นหนังสือ จะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมหรือได้เวนคืนหรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารการกู้ยืมนั้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานการใช้ต้นเงินกู้ให้โจทก์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้มาแสดงต่อศาล จึงต้องห้ามมิให้ยอมรับฟังพยานบุคคลแทน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1717/2520 นายประกิต นิติวรางกูร โจทก์ นายจัด อินโต จำเลย ป.วิ.พ. ม. 94 ป.พ.พ. ม. 653 วรรคสอง