ฎีกาที่ 1414/2520
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ได้ฟ้องผู้ จำนอง จนมีการบังคับคดียึดทรัพย์ จำนอง ขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญา จำนอง แล้ว การที่ผู้ร้องขัดทรัพย์รับซื้อทรัพย์ที่ จำนอง จากผู้ จำนอง และศาลพิพากษาให้ผู้ จำนอง โอนขายให้แก่ผู้ร้องตามสัญญาแต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษานั้นผู้ร้องขัดทรัพย์มีฐานะเท่ากับบุคคลภายนอกที่จะได้รับโอนทรัพย์ จำนอง ซึ่งอยู่ในระหว่างถูกยึดขายทอดตลาด ย่อมต้องถูกบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ จำนอง ด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288
ย่อยาว
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระหนี้ จำนอง ที่ จำนอง เป็นประกันหนี้จำเลยที่ 1 หากไม่ชำระก็ให้เอาทรัพย์ จำนอง ขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะ คดีถึงที่สุด จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 คือที่ดิน 1 แปลง โรงภาพยนตร์ 1 หลัง พร้อมอุปกรณ์ และเรือนไม้ 1 หลัง ปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดทั้งสามรายการเป็นของผู้ร้องซื้อมาจากนายประสิทธิ์ ใบเกษม กับพวกโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ผู้ขายสละการครอบครองมอบให้ผู้ร้องครอบครองโดยสงบเปิดเผยตลอดมา ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแล้ว ขอให้ปล่อยทรัพย์ทั้งสามรายการคืนผู้ร้อง โจทก์ให้การว่าผู้ร้องยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่โจทก์นำยึด เพราะยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งจดทะเบียนรับ จำนอง โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนไม่ได้ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่โจทก์นำยึดยังคงเป็นของจำเลยที่ 3 แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้ครอบครองทรัพย์พิพาทก็เป็นการครอบครองแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์นำยึดทรัพย์พิพาทขายทอดตลาดชำระหนี้ จำนอง ได้ จำเลยที่ 3 ให้การว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 แม้ศาลจะพิพากษาให้จำเลยโอนทรัพย์พิพาทให้ผู้ร้อง คดีก็ยังไม่ถึงที่สุด ขณะผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อขายก็ทราบดีว่าทรัพย์พิพาทติด จำนอง โจทก์อยู่ โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์พิพาทขายทอดตลาดได้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีฟังเป็นยุติได้ว่าทรัพย์ที่ถูกยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ได้ จำนอง ไว้กับธนาคารโจทก์ และได้ตกลงขายให้กับผู้ร้องขัดทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 โอนขายให้แก่ผู้ร้องตามสัญญาแต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษา ทรัพย์พิพาทจึงยังคงเป็นของจำเลยที่ 3 ไม่ใช่ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยจากการยึดที่ผู้ร้องมีสิทธิตามคำพิพากษาที่จะได้จดทะเบียนเป็นของผู้ร้องตามสัญญาซื้อขายนั้น จะยกขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับ จำนอง ไม่ได้ ไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์เช่นกัน มีคำสั่งให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องขัดทรัพย์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายประสิทธิ์ ใบเกษม และจำเลยที่ 3 ร่วมกัน จำนอง ทรัพย์พิพาทไว้กับโจทก์ มีผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 702 ว่า โจทก์ผู้รับ จำนอง ชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ จำนอง ก่อนเจ้าหนี้สามัญมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกหรือหาไม่ และตามมาตรา 737 ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่ง จำนอง จะต้องไถ่ถอน จำนอง ภายใน 1 เดือน นับแต่วันได้รับคำบอกกล่าวจากผู้รับ จำนอง ว่าจะบังคับ จำนอง กรณีนี้ปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องผู้ จำนอง จนมีการบังคับคดียึดทรัพย์ จำนอง ขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญา จำนอง ผู้ร้องขัดทรัพย์มีฐานะเท่ากับบุคคลภายนอกที่จะได้รับโอนทรัพย์ จำนอง ซึ่งอยู่ในระหว่างถูกยึดขายทอดตลาด จึงย่อมต้องถูกบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ จำนอง ด้วย ผู้ร้องขัดทรัพย์จึงไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1414/2520 ธนาคารกรุงไทย จำกัด โจทก์ นายสุทธิพงษ์ วงศ์อุปราช กับพวก จำเลย นายช่วยอุ้ม เสฎฐรังสี กับพวก ผู้ร้อง ป.วิ.พ. ม. 288 ป.พ.พ. ม. 702 , ม. 703