ฎีกาที่ 1608/2519
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 37
พ.ศ. 2505 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 37 เจ้าอาวาสมีหน้าที่ดังนี้ (1) บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี (2) ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบั...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2484 มาตรา 37
พ.ศ. 2484 · ตรงจากแหล่ง
การแต่งตั้ง ถอดถอน หรือโยกย้ายพระอุปัชฌายะและพระภิกษุอันเกี่ยวกับตำแหน่งการบริหารการคณะสงฆ์ ให้กระทำตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในสังฆาณัติ
ย่อสั้น
พระพุทธรูปซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัด จึงอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 37(1) จำเลยที่ 1 เบียดบังเอาพระพุทธรูปเป็นของตนหรือของจำเลยที่ 2 โดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ในการเบียดบังเอาพระพุทธรูป มีความผิดเกี่ยวกับการยักยอกด้วย โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกัน ลักทรัพย์ หรือรับของโจร เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานยักยอกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทำความผิดเกี่ยวกับการยักยอกด้วยข้อเท็จจริงในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง ศาลต้องยกฟ้อง ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192และการยกฟ้องนี้เป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ยกฟ้องไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกัน ลักทรัพย์ หรือรับของโจรพระพุทธรูปซึ่งเป็นที่สักการะบูชาของประชาชน 2 องค์ของวัดป่าพร้าวไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 335 ทวิ, 357, 83 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 15 ปี มีเหตุบรรเทาโทษสำหรับจำเลยที่ 2ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 เจ็ดปี หกเดือน จำเลยที่ 2, 3, 4 และ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2, 4 และ 5 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้ร่วมกันเอาพระพุทธรูป2 องค์ไปจากพระวิหารแล้วเอาพระพุทธรูปเลียนแบบซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้สร้างแทนไว้ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าคนจะเป็นผิดกฎหมายฐานใด และจะลงโทษจำเลยตามฟ้องโจทก์ได้หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าพระพุทธรูป 2 องค์นั้นอยู่ในความดูแลรักษาของนายอาคม พรหมปัญญา ไวยาวัจกรของวัดป่าพร้าวในเรื่องผู้ใดมีหน้าที่ดูแลรักษาศาสนสมบัติของวัดนั้น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. 2505 มาตรา 37(1) บัญญัติว่า เจ้าอาวาสมีหน้าที่บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ดังนั้น พระพุทธรูป 2 องค์ซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัดป่าพร้าวจึงอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าพร้าว ไวยาวัจกรซึ่งเป็นผู้ที่เจ้าอาวาสแต่งตั้งขึ้นนั้นมีหน้าที่เพียงทำธุรกิจแทนวัดเท่านั้นดังนั้น หากนายอาคมเป็นผู้ดูแลรักษาพระพุทธรูป 2 องค์ดังที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ก็เป็นการดูแลรักษาแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลรักษาอยู่ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลรักษาพระพุทธรูปดังกล่าว จำเลยที่ 1 เบียดบังเอาพระพุทธรูปเป็นของตนหรือของจำเลยที่ 2 โดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ในการเบียดบังเอาพระพุทธรูปไป จึงมีความผิดเกี่ยวกับการยักยอกด้วย โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกัน ลักทรัพย์ หรือรับของโจร เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานยักยอก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทำความผิดเกี่ยวกับการยักยอกด้วยข้อเท็จจริงในทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง ศาลต้องยกฟ้อง ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 และการยกฟ้องนี้เป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้องไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วย พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งห้าคน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1608/2519 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นายคำปัน พรมแสน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน จำเลย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 37 (1) ป.อ. ม. 335 , ม. 335 ทวิ , ม. 352 , ม. 357 ป.วิ.อ. ม. 192 , ม. 213 , ม. 225