ฎีกาที่ 2003/2519
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การ จำนอง เป็นสัญญาเอาทรัพย์สินตราไว้เป็นการประกันหนี้ โดยหนี้ที่จะพึงต้องชำระแก่กันอันเป็นหนี้ประธาน และ จำนอง อันเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้นั้น ซึ่งอาจแยกหนี้ที่จะต้องชำระแก่กัน และการ จำนอง ออกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ เจ้าหนี้จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องอย่างหนี้สามัญ หรือจะบังคับ จำนอง อย่างใดอย่างหนึ่งก่อนย่อมทำได้ ไม่เป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายเรื่อง จำนอง หรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไปเป็นเงิน 2,420,000 บาท โดยจำเลยทำหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียน จำนอง ที่ดินไว้กับโจทก์เป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินด้วย จำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยเป็นการผิดสัญญา โจทก์ทวงถามจำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้และรับเงินกับทำหลักฐานเป็นหนังสือสัญญากู้ให้โจทก์ไว้ตามฟ้อง เดิมจำเลยซื้อที่ดินจากมารดาโจทก์ โดยชำระราคาที่ดินบางส่วน ส่วนที่เหลือประมาณสองล้านบาทจำเลยเอาที่ดินมา จำนอง เป็นประกันหนี้ ต่อมารดาโจทก์ถึงแก่กรรม ผู้จัดการมรดกของมารดาโจทก์ได้ตกลงหนี้สินกับจำเลย โดยบอกว่าหนี้ที่จำเลยเป็นลูกหนี้มารดาโจทก์นั้นตกลงยกให้โจทก์ แต่โจทก์ไม่พอใจที่ดินที่ จำนอง ไว้เดิมจำเลยจึงนำที่ดินโฉนดที่ 2378 เฉพาะส่วนของจำเลยมา จำนอง ไว้กับโจทก์แทนที่ดินแปลงเดิม โจทก์กับจำเลยไม่เคยตกลงกู้เงินกัน และไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญากู้เงิน เพราะมูลหนี้ไม่ใช่เกิดจากการกู้เงิน เจตนาที่แท้จริงเป็นเพียงจดทะเบียน จำนอง ที่ดินเป็นหลักประกันการชำระหนี้เท่านั้น ข้อความเฉพาะส่วนที่ว่า "ผู้ จำนอง ได้กู้เงินจากผู้รับ จำนอง และให้ถือสัญญา จำนอง ฉบับนี้เป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินด้วย" และข้อความที่ว่า "และผู้ จำนอง ได้รับเงินจากผู้รับ จำนอง เป็นการเสร็จสิ้นแล้ว" นั้น เจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้นเองโดยพละการจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะผูกพันด้วย โจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงิน 2,420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า การ จำนอง นั้นเป็นสัญญาเอาทรัพย์สินตราไว้เป็นการประกันหนี้ โดยมีหนี้ที่จะพึงต้องชำระแก่กันอันเป็นหนี้ประธานและ จำนอง อันเป็นอุปกรณ์ของหนี้นั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าอาจแยกหนี้ซึ่งจะต้องชำระแก่กัน และการ จำนอง ออกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ เมื่อเป็นดังนี้เจ้าหนี้จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องอย่างหนี้สามัญ คือ บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 หรือจะบังคับ จำนอง คือ ใช้บุริมสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ จำนอง ตามมาตรา 728 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ย่อมทำได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่า ในกรณีซึ่งเป็นหนี้ จำนอง นั้น ผู้เป็นเจ้าหนี้จะฟ้องร้องบังคับลูกหนี้อย่างหนี้สามัญตามมาตรา 214 ไม่ได้ เป็นแต่เพียงกฎหมายบังคับว่า ในกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิบังคับ จำนอง สิทธิของโจทก์ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 733 ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงหาเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายเรื่อง จำนอง หรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่ประการใดไม่ ฯลฯ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2003/2519 นางสาวแสงจันทร์ จรุงกลิ่น โจทก์ นายทรง พรรณอุไร จำเลย ป.พ.พ. ม. 213 , ม. 214 , ม. 728 , ม. 733