ฎีกาที่ 2627/2519
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ที่จำเลย เช่า และให้จำเลยชำระค่า เช่า ที่ค้างกับค่าเสียหายรวมเป็นเงิน19,200 บาท จำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณะโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง จำเลยครอบครองที่พิพาทมาเกิน 1 ปี โจทก์เรียกค่าเสียหายมากเกินไป ดังนี้ จำเลยมิได้ให้การกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ และมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิบนอสังหาริมทรัพย์นั้น ศาลชั้นต้นฟังว่าที่พิพาทไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พิพากษาขับไล่จำเลยและให้ชำระค่า เช่า ที่ค้าง 2,000 บาท กับค่าเสียหาย 13,342.90 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่า เช่า ที่ค้างกับค่าเสียหายให้จำเลยชำระรวมเป็นเงิน 8,522.21 บาทเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีนี้ทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาท และที่พิพาทในขณะยื่นคำฟ้องมีอัตราค่า เช่า ไม่เกินเดือนละห้าพันบาท ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518 มาตรา 6 จำเลยฎีกาว่า ได้มีการแจ้งการครอบครองที่พิพาทเมื่อพ.ศ.2498 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินอำเภอเมืองสมุทรปราการและอำเภอเมืองสมุทรสาครฯ พุทธศักราช 2481 ที่พิพาทเดิมจึงเป็นที่รกร้างว่างเปล่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามพระราชกฤษฎีกาการแจ้งการครอบครอง ไม่มีผลทำให้ที่พิพาทเป็นที่มีเจ้าของ และจำเลยนำสืบฟังได้ว่าที่พิพาทน้ำทะเลท่วมถึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนี้ เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงว่า ตามที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่มีการครอบครองมาก่อนพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับหากแต่ฟังได้ว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังจำเลยนำสืบจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ที่จำเลย เช่า และให้จำเลยชำระค่า เช่า ที่ค้าง 2,000 บาท กับค่าเสียหายเป็นเงิน 17,200 บาท จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณะ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง จำเลยครอบครองมาเกิน 1 ปีแล้ว จำเลยทำสัญญา เช่า โดยสำคัญผิดเพราะโจทก์หลอกลวงว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่แท้จริง ค่าเสียหายโจทก์เรียกได้ไม่เกินปีละ 1,300 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารให้จำเลยชำระค่า เช่า ที่ค้างเป็นเงิน 2,000 บาท กับค่าเสียหาย 13,342.90 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่าให้จำเลยชำระค่า เช่า เป็นเงิน 5,561.64 บาทกับค่าเสียหายถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,960.57 บาท รวมเป็นเงิน 8,522.21 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ที่จำเลย เช่า และให้จำเลยชำระค่า เช่า ที่ค้างกับค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 19,200บาท จำเลยมิได้ให้การกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ และมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิบนอสังหาริมทรัพย์นั้น ศาลชั้นต้นฟังว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่รกร้างว่างเปล่า ไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท และให้จำเลยชำระค่า เช่า ที่ค้าง 2,000 บาท กับค่าเสียหาย 13,342.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินค่าเสียหายอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่าที่พิพาทไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินพิพากษาแก้เฉพาะค่า เช่า ที่ค้างกับค่าเสียหายให้จำเลยชำระรวมเป็นเงิน 8,522.21 บาทเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีนี้ทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาทและที่พิพาทในขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องมีอัตราค่า เช่า ไม่เกินเดือนละห้าพันบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2518 มาตรา 6 จำเลยฎีกาว่าได้มีการแจ้งการครอบครองที่พิพาทเมื่อ พ.ศ. 2498 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินอำเภอเมืองสมุทรปราการฯ และอำเภอเมืองสมุทรสาครฯ พุทธศักราช 2481 จึงเห็นได้ว่าที่พิพาทเดิมเป็นที่รกร้างว่างเปล่า เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามพระราชกฤษฎีกาการแจ้งการครอบครองไม่มีผลทำให้ที่พิพาทเป็นที่มีเจ้าของ และพยานโจทก์ไม่น่าเชื่อว่าได้มีการครอบครองที่พิพาทมาก่อนพระราชกฤษฎีกา จำเลยนำสืบฟังได้ว่าที่พิพาทน้ำทะเลท่วมถึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่า เช่า และค่าเสียหายเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่มีการครอบครองมาก่อนพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ หากแต่ฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังจำเลยนำสืบ ฎีกาจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2627/2519 นายเตรียม เลาหมนตรี โจทก์ นายฉัตร มาชื่น จำเลย ป.วิ.พ. ม. 248