ฎีกาที่ 1878/2519
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจสอบไต่สวนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19, 20 แล้วก่อนประเมิน ครั้นคดีขึ้นสู่ศาลโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าการประเมิน ภาษี เงินได้ของเจ้าพนักงานไม่ถูกต้อง จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะนำสืบหักล้างการประเมิน ถ้ารายใดโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าการประเมินไม่ถูกต้อง ก็ต้องถือว่าการประเมินนั้นถูกต้อง เมื่อได้มีการเรียกพยานหลักฐานต่าง ๆ มาพิจารณาในชั้นไต่สวนแล้วก็ถือว่าได้มีการไต่สวนโดยชอบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19,20 แล้ว การที่เจ้าพนักงานประเมินจะเรียกผู้ใดมาสอบถามหรือไม่และสอบถามอย่างไร เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ ไม่มีผลทำให้การไต่สวนเสียไป แม้ตามเอกสารของบริษัทแสดงว่าบริษัทจ่ายเงินค่าพาหนะแก่โจทก์ในการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อดูงาน แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้จ่ายประสงค์จะจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อดูงานจริง ๆ หากแต่เป็นการจ่ายเป็นค่าตอบแทนในฐานะโจทก์เป็นประธานกรรมการบริษํทแล้ว โจทก์ย่อมไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสีย ภาษี เงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(1) แต่ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1)(2) สิทธิการเช่าตึกคิดเป็นเงิน 800,000 บาท ที่โจทก์ได้มาโดยไม่ได้จ่ายค่าทดแทนถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่โจทก์ได้รับซึ่งอาจคำนวณได้เป็นเงินได้จากการอื่นซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) เมื่อปรากฏว่าโจทก์ละเลยไม่เสีย ภาษี เงินได้ จึงสมควรที่จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 22 ที่โจทก์อ้างว่าไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสีย ภาษี เงินได้ดังกล่าว แต่เป็นเพราะโจทก์มีภารกิจหน้าที่การงานมากเรื่อง ภาษี อากรโจทก์ไม่ได้ทำเอง โจทก์ไม่มีความรู้ว่าต้องเสีย ภาษี อะไรเท่าใด คนของโจทก์จัดทำมาให้เสร็จ ทั้งขณะนั้นโจทก์กำลังประสบกับความทุกข์อย่างหนักตามที่ยกขึ้นกล่าวก็ไม่ใช่เหตุผลในกฎหมายอันทำให้โจทก์ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสีย ภาษี
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งว่าการประเมินให้โจกท์เสีย ภาษี เงินได้และเงินเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับ พ.ศ. 2506 เป็นจำนวนเงิน 9,185,704 บาท 98 สตางค์ กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และจำเลยร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอน ทั้งให้เจ้าพนักงานประเมิน ภาษี เงินได้ประเมินเสียใหม่ให้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และจำเลยร่วมให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์เสีย ภาษี และเงินเพิ่มถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็เป็นไปโดยถูกต้อง ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีเงินได้พึงประเมิน พ.ศ. 2506 ก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเป็นเงิน 12,264,020 บาท 93 สตางค์ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยืนตามคำสั่งในส่วนนี้ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พฤติการณ์ของโจทก์แสดงว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสีย ภาษี เงินได้ โจทก์จึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 แห่งเงิน ภาษี ที่เพิ่มขึ้น พิพากษาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายบางส่วน ที่ถูกโจทก์มีเงินได้พึงประเมินใน พ.ศ. 2506 ก่อนหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนเป็นเงิน 12,264,020 บาท 93 สตางค์ ให้เจ้าพนักงานประเมิน ภาษี เงินได้ของโจทก์และเรียกเงินเพิ่ม ภาษี ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า รายการยอดเงินต่าง ๆ ที่โจทก์อุทธรณ์ขึ้นมาทุกรายการเป็นรายการที่ไม่ต้องเสีย ภาษี เงินได้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี เงินได้ตามรายการต่าง ๆ ที่โจทก์อุทธรณ์ขึ้นมา รวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และจำเลยร่วม นอกจากนี้แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคำขอให้สั่งให้เจ้าพนักงานประเมิน ภาษี เงินได้ประเมินเงินได้ของโจทก์เสียใหม่นั้น ศาลไม่มีอำนาจบังคับ คำขอข้อนี้ของโจทก์จึงให้ยกเสีย จำเลยที่ 2 ที่ 4 และจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์แก้ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายสำหรับรายการต่าง ๆ ที่จำเลยฎีกาว่าการประเมิน ภาษี เงินได้ของเจ้าพนักงานถูกต้องนั้นว่า เจ้าพนักงานประเมิน ภาษี เงินได้จะต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์และสอบสวนให้ได้ความแน่ชัดว่ารายการใดเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) เจ้าพนักงานประเมิน ภาษี เงินได้จึงจะมีอำนาจประเมินเรียกเก็บ ภาษี ได้ ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสีย ภาษี จะต้องเป็นผู้พิสูจน์ ทั้งประมวลรัษฎากร มาตรา 19 และ 20 ก็ให้เจ้าพนักงานประเมิน ภาษี เงินได้ทำการตรวจสอบไต่สวนพยานหลักฐานก่อนประเมิน ศาลฎีกาเห็นว่าตามข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจสอบไต่สวนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19, 20 แล้ว ครั้นคดีขึ้นสู่ศาลโจทก์แล้ว เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าขึ้นว่า การประเมิน ภาษี เงินได้ของเจ้าพนักงานรายการต่าง ๆ ดังกล่าวไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริง เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะนำสืบหักล้างการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ดังนั้นในรายการใดถ้าหากโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าการประเมินไม่ถูกต้อง ก็ต้องถือว่าการประเมินนั้นถูกต้อง โจทก์แก้ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายอีกข้อหนึ่งว่าการไต่สวนของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 19 และมาตรา 20 เพราะเงินฝากของโจทก์ในธนาคารมีเงินอื่นซึ่งมิใช่เป็นเงินได้พึงประเมินปะปนอยู่มาก แต่จำเลยเหมาเอาว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) ทุกราย จำเลยควรจะเรียกผู้สั่งจ่ายเช็คซึ่งจำเลยรู้ตัวมาสอบถาม เพื่อให้รู้ความจริงว่าสั่งจ่ายเช็คให้โจทก์เป็นค่าอะไร ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการเรียกพยานหลักฐานต่าง ๆ มาพิจารณาในชั้นไต่สวนแล้ว ย่อมต้องถือว่าได้มีการไต่สวนโดยชอบแล้ว การที่จำเลยในฐานะเจ้าพนักบานประเมินจะเรียกผู้ใดมาสอบโดยเฉพาะ และหามีผลทำให้การไต่สวนของเจ้าพนักงานประเมินเสียไปไม่ ในรายการ(ลำดับ 9 และ 10) เงินค่าพาหนะที่บริษัทไม้ขีดไฟกรุงเทพ จำกัด และบริษัทสหไม้ขีดไฟ จำกัด จ่ายให้โจทก์จำนวน 104,815 บาท และ 100,000 บาทตามลำดับนั้น ถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ ฝ่ายโจทก์นำสืบว่าบริษัทสองจ่ายให้โจกท์เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อดูงานเกี่ยวกับโรงงานไม้ขีดไฟ โจทก์ได้ใช้จ่ายไปจริงสำหรับตัวโจทก์และผู้ติดตามอีกประมาณ 10 คน โจทก์จึงควรได้รับยกเว้นไม่ต้องเสีย ภาษี เงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(1) ฝ่ายจำเลยนำสืบว่าเงินทั้งสองรายนี้เป็นเงินค่าตอบแทนในฐานะโจทก์เป็นประธานกรรมการของบริษัททั้งสองนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่าน่าเชื่อตามพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยว่าเป็นเงินตอบแทนในฐานะโจทก์เป็นประธานกรรมการบริษัท เพราะโจทก์เองก็ไม่ได้แสดงหลักฐานอันใดว่าโจทก์ได้ไปดูงานเกี่ยวกับโรงงานไม้ขีดไฟต่างประเทศเลย ทั้งเอกสาร ล.34 ล.35 และ จ.29 ก็เป็นแต่เพียงหลักฐานแสดงว่าบริษัททั้งสองจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์เพื่อเป็นค่าพาหนะเท่านั้น ซึ่งในการสั่งจ่ายเงินดังกล่าวจะเรียกเงินจำนวนนั้นอย่างไรไม่สำคัญข้อสำคัญอยู่ที่ว่า การจ่ายเงินนั้นมีวัตถุประสงค์อย่างไร เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้จ่ายประสงค์จะจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อดูงานเกี่ยวกับโรงงานไม้ขีดไฟจริง ๆ แล้ว โจทก์ย่อมไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสีย ภาษี เงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(1) และต้องถือว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) (2) ซึ่งแก้ไข โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 มาตรา15 รายการ(ลำดับ17) สิทธิการเช่าอาคาร 5 ห้องที่โจทก์ไดรับมาโดย ไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนคิดเป็นเงิน 800,000 บาทนั้นเป็นรายได้อันพึงประเมินหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า โจทก์เช่ามาจากบริษัทล่ำซำ อิมปอร์ต จำกัด โดยยังไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนและตามคำพยานโจทก์คือนายรามินทร์ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการบริษัทล่ำซำ อิมปอร์ตซ้ำกัน เบิกความว่า ตั้งแต่ตึกสร้างเสร็จ เมื่อประมาณ พ.ศ.2504 และ พ.ศ. 2505 พยานไม่เคยทวงค่าก่อสร้างอาคารจากโจทก์เลย เพราะโจทก์เป็นผู้ใหญ่ ทางบริษัทเกรงใจโจทก์ ทั้งไม่เคยมีการลงบัญชีเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เลย ส่วนจำเลยนำสืบว่า สิทธิการเช่าตึกคิดเป็นเงิน 800,000 บาท ที่โจทก์ได้มาโดยไม่ได้จ่ายค่าทดแทน และตามบัญชีของบริษัทล่ำซำ อิมปอร์ต จำกัด ไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นลูกหนี้บริษัทนี้เลย พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้ออ้างของฝ่ายโจทก์ที่ว่า ไม่ได้มีการทวงถามจำเลยเพราะโจทก์เป็นผู้ใหญ่ บริษัทเกรงใจนั้น ขัดต่อเหตุผลธรรมดาของผู้ประกอบธุรกิจการค้าที่จะปฏิบัติเช่นนั้น ยิ่งเมื่อพยานของโจทก์รับด้วยว่าบริษัทล่ำซำ อิมปอร์ต จำกัด ไม่ได้ลงบัญชีเกี่ยวกับสิทธิการเช่ารายนี้ไว้เป็นหลักฐานทางบริษัทด้วยแล้ว ซึ่งน่าเชื่อว่าโจทก์ได้สิทธิการเช่ารายนี้มาโดยไม่ได้จ่ายค่าทดแทน จึงถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่โจทก์ได้รับซึ่งอาจคำนวณได้เป็นเงินได้ อันเป็นเงินได้จากการอื่นซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตามโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 มาตรา 15 ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่า การประเมิน ภาษี เงินได้ของเจ้าพนักงานประเมินตามรายการอื่น ๆ ที่ยังมีประเด็นโต้เถียงกันอยู่นั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าการกระประเมินไม่ถูกต้อง แล้ววินิจฉัยต่อไปว่า ประเด็นสุดท้ายคือโจทก์มีเจตนาหลีกเลียงการเสีย ภาษี เงินได้จึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงินอาการที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ประเด็นนี้จำเลยฎีกาว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องเสีย ภาษี เงินได้ดังคำชี้ขาดศาลชั้นต้นเพราะโจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.9 แสดงว่า โจทก์มีเงินได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายเพียง 283,669 บาท แต่ตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โจทก์มีเงินได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายเป็นเงินถึง 12,234,020 บาท 93 สตางค์ แสดงว่าโจทก์ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 9 แสดงรายการว่าโจทก์มีเงินได้ต่ำกว่าเงินได้อันแท้จริงเป็นอันมาก โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยง ภาษี การที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บเงินเพิ่ม ภาษี ร้อยละ 20 จึงชอบแล้ว โดยที่ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในทุกประเด็นที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ละเลยไม่เสีย ภาษี เงินได้ดังกล่าวจึงสมควรที่โจทก์จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า "ในการประเมินตามมาตรา 20 หรือมาตรา 21 ผู้ต้องเสีย ภาษี อากรต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 แห่งเงิน ภาษี อากรที่เพิ่มขึ้น ฯลฯ "ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลียงการเสีย ภาษี เงินได้รายนี้ โดยที่โจทก์เองก็ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหนักงานประเมิน ภาษี ในการสอบสวนเป็นอย่างดี และเป็นเพราะโจทก์มีภารกิจหน้าที่การงานมาก เรื่อง ภาษี อากรโจทก์ไม่ได้ทำเอง โจทก์ไม่มีความรู้ว่าต้องเสีย ภาษี อะไร เท่าไร คนของโจทก์จัดทำมาให้เสร็จ และขณะนั้นโจทก์กำลังประสบกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส เพราะสามีเพิ่งถึงแก่อสัญกรรม ทั้งถูกญาติสามีฟ้องร้อง และถูกริบทรัพย์สินทั้งหมด ย่อมถือไม่ได้ว่ามีเจตนาหลีกเลียงการเสีย ภาษี เงินได้นั้น นับว่าเป็นได้คราวเคราะห์ร้ายอย่างยิ่งของโจทก์อันสมควรได้รับความเห็นใจโดยทั่วไป แต่เรื่องดังกล่าวก็มิใช่เป็นหตุผลโดยกฎหมายอันจะทำให้โจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสีย ภาษี อากรแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังขึ้น พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1878/2519 ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ โจทก์ กรมสรรพากร โดยนายหิรัฐ สูตะบุตร อธิบดี ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน ล. นายกรี บำรุงปรีชา จำเลยร่วม ป.รัษฎากร ม. 19 , ม. 20 , ม. 22 , ม. 39 , ม. 40 , ม. 42; แก้ไขเ , ม. 15 ป.วิ.พ. ม. 84