ฎีกาที่ 1212/2518
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องคดีของโจทก์เองโดยลงชื่อ "บริษัทสยามกลการ จำกัดโดยนายปรีชาพรประภาและนายประเสริฐลีลาศเจริญ กรรมการ โจทก์"ในใบแต่งทนายความของโจทก์มีนายปรีชาพรประภา และนายประเสริฐลีลาศเจริญ กรรมการบริษัทโจทก์ลงนามและประทับตราของโจทก์เป็นการถูกต้องตามหนังสือรับรองของนายทะเบียน หอทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง กรมทะเบียนการค้า กระทรวงเศรษฐการ โจทก์ไม่จำต้องนำบุคคลดังกล่าวมาเบิกความประกอบต่อศาลอีก สัญญา เช่าซื้อ ระบุไว้ว่า ถ้าผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดไม่ชำระเงินงวดใด หรือผิดสัญญาข้อใด ให้สัญญา เช่าซื้อ เป็นอันมีผลบังคับทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ข้อสัญญาดังกล่าวไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะดังนั้น เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตามสัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ การที่จำเลย เช่าซื้อ รถยนต์ของโจทก์ไปแล้วผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ และไม่ส่งมอบรถคืน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถออกให้เช่า การฟ้องเรียกค่าเสียหายเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ภายในอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164(อ้างฎีกาที่ 601/2513) โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในการผิดสัญญา เช่าซื้อ และให้คืนรถที่ เช่าซื้อ ไปไม่ได้มีคำขอว่า ถ้าหากจำเลยไม่ส่งคืนจะต้องใช้ราคาแทนด้วยและเป็นราคาเท่าใด ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์และให้จำเลยคืนรถยนต์ 3 คันที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ โจทก์ได้อุทธรณ์เฉพาะเรื่องค่าเสียหายอย่างเดียวว่าศาลกำหนดให้น้อยไป นอกจากนี้ในอุทธรณ์ของโจทก์ยังกล่าวไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่ติดใจร้องขอต่อศาลว่า ถ้าจำเลยไมคืน (รถยนต์) จะให้ใช้ราคาแทน ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยในข้อที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ และประเด็นข้อนี้มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นอีกด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ถ้าจำเลยไม่คืนรถยนต์ ให้ใช้ราคาแทน จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายสำหรับรถ 3 คันที่ยังไม่ได้คืน เดือนละ 1,000 บาทต่อ 1 คันตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะส่งมอบรถคืน แต่ค่าเสียหายหลังจากวันฟ้องต้องไม่เกินเกินคันละ 48,000 บาท เพียงเท่าที่รถยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ต่อไปไม่เกิน 4 ปี
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล มีนายปรีชา พรประภา นายประเสริฐลีลาศเจริญ และบุคคลอื่นเป็นกรรมการ กรรมการ 2 นายมีอำนาจลงชื่อร่วมทำการแทนบริษัทได้ จำเลยที่ 1 ได้ เช่าซื้อ รถยนต์นิสสันกระบะเทท้ายของโจทก์ไปจากโจทก์รวม 4 คัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ เกิน 2 งวด และไม่ปฏิบัติตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 8โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน สัญญา เช่าซื้อ เป็นอันเลิกกัน เงินค่า เช่าซื้อ ที่ส่งชำระแล้วจึงถูกริบเป็นของโจทก์ และจำเลยต้องส่งคืนรถให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย แต่จำเลยไม่ส่งมอบ โจทก์จึงไปยึดรถคืนมาแต่ยึดได้เพียงคันเดียว การที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบรถคืน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถออกให้เช่าวันละ 400 บาทต่อ 1 คัน ขอคิดค่าเสียหายสำหรับรถทั้ง 4 คันนับแต่วันผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ จนถึงวันฟ้อง (รถคันที่ถูกยึดมา ขอคิดถึงวันที่ถูกยึด) รวมเป็นเงิน 400,000 บาท โจทก์ได้ให้ทนายของโจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระเงินดังกล่าวก็ไม่ชำระ ขอให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท และให้ใช้ค่าเสียหายสำหรับรถอีก 3 คันที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ วันละ 1,200 บาท ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะส่งรถทั้งสามคืนโจทก์และให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 400,000 บาท จนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ เช่าซื้อ รถยนต์ 4 คันตามฟ้องจริง แต่จำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญา เพราะในการทำสัญญา เช่าซื้อ นั้นเจ้าหน้าที่ตัวแทนของโจทก์ให้คำมั่นว่า แม้ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ 2 คราวติดกัน ก็ไม่ถือเป็นการผิดสัญญาและโจทก์จะไม่บอกเลิกสัญญาเพราะเหตุดังกล่าว เพียงแต่จำเลยที่ 1 จะต้องเสียดอกเบี้ยในเงินที่ค้างชำระเท่านั้น จำเลยที่ 1 สำคัญผิดตามคำมั่น จึงได้ทำสัญญา เช่าซื้อ กับตัวแทนโจทก์ สัญญา เช่าซื้อ ข้อ 8 ที่ให้สัญญาเลิกกันเมื่อผู้ เช่าซื้อ ผิดสัญญาโดยมิต้องบอกเลิกนั้น ขัดต่อกฎหมาย เป็นโมฆะ โจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ กับจำเลย โจทก์มีสิทธิที่จะรับค่า เช่าซื้อ ที่จำเลยชำระให้โจทก์ แล้วกลับเข้าครอบครองรถที่ให้จำเลย เช่าซื้อ เท่านั้นโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย โจทก์ได้ยึดรถทั้ง 4 คัน ในสภาพเรียบร้อยคืนไปจากจำเลยแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยอีก ที่โจทก์อ้างว่าเสียหาย ขาดประโยชน์จากการให้เช่าวันละ400 บาท ไม่เป็นความจริง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นฟังว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความโจทก์มีสิทธิฟ้องและมีสิทธิเลิกสัญญากับจำเลยโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อนสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 8 ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย ไม่เป็นโมฆะ โจทก์ติดตามยึดรถที่ เช่าซื้อ มาได้ 1 คัน ยังไม่ได้คืนอีก 3 คัน โจทก์ควรได้ค่าเสียหายเท่ากับอัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของยอดเงินค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 83,400 บาท และให้ใช้ค่าเสียหายสำหรับรถอีก 3 คันที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ รวมเดือนละ1,737 บาท 50 สตางค์ ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถทั้งสามคันให้โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในจำนวนเงิน83,400 บาท และให้คืนรถยนต์ 3 คันที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความโจทก์ได้รับรถคืนมาเพียงคันเดียว คงขาดอยู่ 3 คัน ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนนั้น เห็นว่า โจทก์ขอค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์เป็นค่าเช่าจึงคิดให้ตามขอ แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ประกอบกับสภาพรถแล้ว ควรให้เป็นรายเดือน ๆ ละ 1,000 บาทต่อ 1 คัน สำหรับค่าเสียหายตั้งแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องนั้น เห็นควรคิดให้เป็นเงิน 192,000 บาท โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งคืนรถ 3 คันที่ขาดอยู่ แต่จำเลยไม่สามารถส่งคืนรถได้ควรให้ใช้ราคาแทนโดยคิดเท่ากับจำนวนเงินค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระ พิพากษาแก้ เป็นให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 192,000 บาทและใช้ค่าเสียหายสำหรับรถอีก 3 คันที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์คันละเดือนละ1,000 บาทตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในจำนวนเงิน 192,000 บาท ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ 3 คันที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคา 201,000 บาทแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องคดีของโจทก์เองโดยลงชื่อ "บริษัทสยามกลการ จำกัด โดยนายปรีชา พรประภาและนายประเสริฐ ลีลาศเจริญ กรรมการ โจทก์" ในใบแต่งทนายความของโจทก์มีนายปรีชา พรประภา และนายประเสริฐ ลีลาศเจริญ กรรมการบริษัทโจทก์ลงนามและประทับตราของโจทก์เป็นการถูกต้องตามหนังสือรับรองของนายทะเบียน หอทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง กรมทะเบียนการค้ากระทรวงเศรษฐการ โจทก์ไม่จำต้องนำบุคคลดังกล่าวมาเบิกความต่อศาลอีก ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ก่อน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 8 ได้ระบุไว้ว่า ถ้าผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดไม่ชำระเงินงวดใด หรือผิดสัญญาข้อใด ให้สัญญา เช่าซื้อ เป็นอันมีผลบังคับทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ข้อสัญญาดังกล่าวไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตามสัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ที่จำเลยฎีกาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ เห็นว่า การที่จำเลย เช่าซื้อ รถยนต์ของโจทก์ไปแล้วผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ และไม่ส่งมอบรถคืน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถออกให้เช่าการฟ้องเรียกค่าเสียหายเช่นนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ภายในอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ เกี่ยวกับปัญหาที่ว่า โจทก์ได้รับรถคืนไปหมดแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับรถคืนเพียง1 คัน ยังไม่ได้รับคืนอีก 1 คัน ปัญหาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยไม่คืนรถให้โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายจริงและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายตั้งแต่วันจำเลยผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 192,000 บาท และให้ใช้ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในจำนวนเงินดังกล่าวนี้ ชอบแล้ว ส่วนค่าเสียหายต่อไปถัดจากวันฟ้องสำหรับรถ 3 คัน เห็นควรกำหนดค่าเสียหายโดยเฉลี่ยให้อัตราเดือนละ 1,000 บาทต่อ 1 คัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืน ปัญหาที่ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์ 3 คันที่ยังไม่ได้คืน และกล่าวด้วยว่า ถ้าไม่คืนให้ใช้ราคา201,000 บาทแก่โจทก์ด้วยนั้น เป็นการชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในการผิดสัญญา เช่าซื้อ และให้คืนรถที่ เช่าซื้อ ไป ไม่ได้มีคำขอว่า ถ้าหากจำเลยไม่ส่งคืนจะต้องใช้ราคาแทนด้วย และเป็นราคาเท่าใด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์และให้จำเลยคืนรถยนต์ 3 คันที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ โจทก์ได้อุทธรณ์เฉพาะเรื่องค่าเสียหายอย่างเดียวว่า ศาลกำหนดค่าเสียหายให้น้อยไป นอกจากนี้ในอุทธรณ์ของโจทก์ยังกล่าวไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่ติดใจร้องขอต่อศาลว่า ถ้าจำเลยไม่คืน (รถยนต์)จะให้ใช้ราคาแทน ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยในข้อที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ และประเด็นข้อนี้มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นอีกด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ถ้าจำเลยไม่คืนรถยนต์ให้ใช้ราคา 201,000 บาทนั้น จึงเป็นการมิชอบ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตั้งแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 192,000 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในจำนวนเงินดังกล่าว ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าเสียหายสำหรับรถอีก 3 คันที่ยังไม่ได้คืน เดือนละ 1,000 บาทต่อ 1 คันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืน แต่ค่าเสียหายหลังจากวันฟ้องนี้ไม่เกินคันละ 48,000บาทเพียงเท่าที่รถยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ต่อไปไม่เกิน 4 ปี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1212/2518 บริษัทสยามกลการ จำกัด โดยนายปรีชา พรประภา โจทก์ นายประเสริฐ ลีลาศเจริญ กรรมการ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดมิตรนิพันธ์เทรดดิ้ง จำเลย โดยนายนิพันธ์ พานิชสมบัติ หุ้นส่วนผู้จัดการที่ 1 จำเลย นางนิพันธ์ พานิชสมบัติ ที่ 2 จำเลย ป.พ.พ. ม. 113 , ม. 164 , ม. 165 , ม. 391 , ม. 572 ป.วิ.พ. ม. 55 , ม. 127 , ม. 142