ฎีกาที่ 2596/2518
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
สัญญาประนีประนอมยอมความทำกันในศาลเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2516 ความว่า จำเลยยอมชำระหนี้ให้โจทก์ภายใน 15 เดือนนับแต่วันทำสัญญา โดยให้นับ 30 วันเป็นหนึ่งเดือน ถ้าผิดนัด จำเลยยอมให้ทรัพย์ จำนอง หลุดและถือว่าหมดหนี้ต่อกัน ดังนี้ เมื่อจำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ในวันที่ 21 ตุลาคม 2517 จึงถือว่าจำเลยผิดนัด จำเลยต้องยอมให้ทรัพย์ จำนอง หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์และถือว่าหมดหนี้ต่อกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อตกลงให้นับ 30 วันเป็นหนึ่งเดือนย่อมบังคับกันได้ไม่ถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 ก็บัญญัติให้นับระยะเวลาตามวิธีการที่กำหนดไว้ในนิติกรรมได้
ย่อยาว
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้และเรียกเอาทรัพย์ จำนอง เพื่อประกันการกู้ยืมเงินหลุด โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อศาล เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2516 จำเลยยอมชำระหนี้ให้โจทก์ 150,000 บาท ภายใน 15 เดือนนับแต่วันทำสัญญาดังกล่าว โดยหนึ่งเดือนให้นับ 30 วัย ถ้าผิดนัดจำเลยยอมให้ทรัพย์ จำนอง หลุดและถือว่าหมดหนี้ต่อกัน วันที่ 21 ตุลาคม 2517 จำเลยนำเงิน150,000 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ไม่ยินยอมและขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2516 จึงให้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวคืนเงิน 150,000 บาทให้จำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ว่า"จำเลยยอมชำระหนี้ตามฟ้องให้โจทก์จำนวน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ภายในระยะเวลา 15 เดือนนับแต่วันนี้ (หนึ่งเดือนให้นับ 30 วัน)" สัญญาประนีประนอมยอมความทำกันเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม2516 วันครบกำหนดระยะเวลา 15 เดือน จึงเป็นวันที่ 16 หรือ 17 ตุลาคม2517 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้โจทก์ การที่จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ในวันที่ 21 ตุลาคม 2517 อันเป็นวันพ้นกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วได้ชื่อว่าจำเลยผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยต้องยอมให้ทรัพย์ จำนอง หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ และถือว่าหมดหนี้ต่อกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อตกลงนี้คู่ความตกลงกันได้ไม่ถือว่าเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 156 ก็บัญญัติยกเว้นไว้ให้นับระยะเวลาตามวิธีการที่กำหนดไว้ในนิติกรรมได้ วิธีการนับระยะเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับจำเลยได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2596/2518 นายขุน แสนโคตร โจทก์ นายสุพล สายเชื้อ จำเลย ป.พ.พ. ม. 850 , ม. 852 , ม. 156 , ม. 113 ป.วิ.พ. ม. 138