ฎีกาที่ 2366-2367/2518
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายไม้ให้โจทก์แล้วจำเลยผิดสัญญาขอให้จำเลยชำระค่าปรับตามสัญญาเป็นค่าเสียหายให้โจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยอีกว่าผิดสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว ขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำให้โจทก์ ทั้งสองคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่ามิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนี้ ฟ้องของโจกท์ในคดีแรกที่เรียกเบี้ยปรับและในคดีหลังที่เรียกเงินมัดจำนั้นมีประเด็นพิพาทอย่างเดียวกัน คือจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ มูลเหตุที่จะฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นกรณีที่จำเลยผิดสัญญาครั้งเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจฟ้องรวมกันมาได้ในคดีแรก ฉะนั้น การฟ้องเรียกเงินมัดจำในคดีหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1)
ย่อยาว
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน คดีแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายไม้ยางท่อนให้โจกท์ โจทก์วางมัดจำสัญญาจะซื้อจะขายให้จำเลยเป็นเงิน 50,000 บาท และมีข้อตกลงว่าหากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญา ผู้ผิดสัญญายอมให้อีกฝ่ายหนึ่งปรับเป็นเงิน 100,000 บาท ต่อมาจำเลยบิดพลิ้วไม่ส่งไม้ให้โจทก์ตามสัญญา จึงขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับเป็นค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยให้การว่า เมื่อทำสัญญากันแล้ว จำเลยก็ได้จัดเตรียมไม้ให้โจทก์มาตรวจรับมอบตามสัญญา โจทก์ที่ 2 ไปตรวจสอบและรับรองว่าถูกต้อง ทั้งได้ชำระเงินค่าไม้บางส่วนเป็นเงิน 100,000 บาท รวมกับเงินมัดจำที่จ่ายในวันทำสัญญาจึงเป็นเงิน 150,000 บาท พอดีราคาไม้ตกลงมา โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยงดส่งไม้ไว้ก่อน ต่อมาโจทก์ที่ 2 ขอเลิกสัญญาและยอมให้จำเลยปรับ จำเลยยอมลดค่าปรับให้ คงปรับเพียง 50,000 บาท ซึ่งจำเลยได้คืนเงิน 100,000 บาทให้โจกท์แล้ว จำเลยมิใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาทำขึ้นระหว่าง โจทก์ที่ 1 กับจำเลย โดยมิได้ประทับตราบริษัทโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้อง คดีหลังโจทก์ฟ้องมีใจความตอนต้นทำนองเดียวกับคดีแรกและกล่าวต่อไปว่า จำเลยขอเงินโจทก์ล่วงหน้า 100,000 บาท อ้างว่าจะนำไปชำระค่าภาคหลวงและจะขนไม้ไปส่งให้โจกท์ แต่จำเลยก็ส่งไม้ให้ไม่ได้ จำเลยจึงขอคืนเงิน 100,000 บาทให้โจทก์ และรับจะส่งไม้ให้โจทก์ในภายหลัง แต่จำเลยก็ไม่จัดการอย่างไรจึงขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำ 50,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การทำนองเดียวกับคดีแรกและให้การตัดฟ้องอีกว่า สัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีหลังเป็นอย่างเดียวกับสัญญาที่โจทก์ฟ้องในคดีแรก มูลคดีเป็นมูลหนี้เดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เฉพาะโจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้อง ส่วนโจทก์ที่ 2 ไม่มี สัญญา ซื้อขาย ตามฟ้องสมบูรณ์มีผลบังคับตามกฎหมาย เงินค่าปรับกับเงินมัดจำเป็นคนละเรื่อง โจทก์จึงแยกฟ้องได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนเงินมัดจะและเสียเงินค่าปรับ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าปรับจำนวน 100,000 บาท และเงินมัดจำ 50,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ ฟ้องของโจทก์ที่ 2 และคำขอของโจทก์ที่ 1 ให้ยก จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้อง และฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่เห็นว่าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาสูงเกินส่วน จึงกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เพียง 80,000 บาท ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าคดีหลังที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนจากจำเลยเป็นฟ้องซ้ำหรือเป็นการดำเนินการบวนพิจารณาซ้อนนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีแรกที่เรียกที่เรียกเบี้ยปรับและในคดีหลังที่เรียกเงินมัดจำนั้นมีประเด็นพิพาทอย่างเดียวกัน คือจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ มูลเหตุที่จะฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นกรณีที่จำเลยผิดสัญญาครั้งเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจฟ้องรวมกันมาได้ในคดีแรก ฉะนั้น การฟ้องเรียกเงินมัดจำในคดีหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) ฎีกาจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระเบี้ยปรับในคดีแรกเป็นเงิน 80,000 บาทแก่โจทก์ที่ 1 ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีหลังเสีย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สอน ไชยสุต ธานินทร์ กรัยวิเชียร ศิริ อติโพธิ) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2366 - 2367/2518 บริษัทโรงเลื่อยจักรเพ็ชร จำกัด โดยนายทองอุ่น อุดรวิเชียน ผู้จัดการที่ 1 กับ พวกรวม 2 คน โจทก์ นายเปร๊าะ อื้งเจริญ จำเลย กับสำนวนอื่นอีกรวม 2 สำนวน ป.วิ.พ. ม. 173 (1)