ฎีกาที่ 2496/2518
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ทำหนังสือสัญญา เช่า นาจากโจทก์ 24 ไร่ ตกลงคิดค่า เช่า เป็นข้าวเปลือกปีละ 350 ถัง กำหนดค่า เช่า 1 ปี ครบกำหนดตามสัญญา เช่า แล้ว จำเลยไม่ชำระ โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่า เช่า เป็นข้าวเปลือก 350 ถัง หรือเป็นเงิน คิดราคาข้าวเปลือกถังละ 15 บาท เป็นเงิน 5,250 บาท จำเลยก็เพิกเฉยขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระค่า เช่า เป็นข้าวเปลือก 350 ถัง หากไม่สามารถชำระเป็นข้าวเปลือกได้ก็ให้ชำระเป็นเงิน 5,250 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า ได้ทำสัญญา เช่า นาจากโจทก์ แต่ได้มอบนาที่ เช่า ให้ผู้อื่นทำนาที่ เช่า เป็นนาดอน ทำนาไม่ได้ผล ปี พ.ศ. 2515 ฝนแล้ง ได้ข้าวเปลือกเพียง 550 ถัง เฉลี่ยแล้วได้ไร่ละประมาณ 22 ถัง ปกตินาของโจทก์จะได้ข้าวเปลือกไร่ละประมาณ 20 - 25 ถังต่อปี การ เช่า นารายนี้อยู่ใต้พระราชบัญญัติควบคุมการ เช่า นา พ.ศ. 2493 ตามพระราชบัญญัตินี้โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บค่า เช่า นาเป็นข้าวเปลือกได้เพียงไร่ละ 3 ถังต่อปีนา 24 ไร่คิดค่า เช่า เป็นข้าวเปลือกได้ 72 ถังต่อปีเท่านั้น โจทก์เรียกค่า เช่า ปีละ 350 ถัง เป็นการเรียกเกิน ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติดังกล่าวต้นปี 2516 ข้าวเปลือกราคาเกวียนละ 1,220 บาท จำเลยให้นางอิ่มแย้มสมบูรณ์ ขายข้าวเปลือก 250 ถัง ได้เงิน 3,050 บาท นางอิ่มชำระเงินจำนวนนี้แทนจำเลยให้โจทก์รับไปทั้งหมดเป็นค่า เช่า นาแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังเก็บค่า เช่า จากที่ผู้ทำนาแทนจำเลยไปอีกเป็นข้าวเปลือก 35 ถังคิดแล้วโจทก์ได้รับค่า เช่า นาเกินกว่าสิทธิที่ตนจะได้รับตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระค่า เช่า นาอีก ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การ เช่า นาระหว่างโจทก์จำเลยอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติควบคุมการ เช่า นา พ.ศ. 2493 ซึ่งบัญญัติให้เรียกเก็บค่า เช่า นาที่มีผล ทำนาได้ข้าวเปลือกโดยปกติในปีหนึ่งไร่ละสี่สิบถังขึ้นไปได้ไม่เกินไร่ละสิบถังหรือถ้าจะเรียกเก็บค่า เช่า เป็นเงินก็เรียกเก็บได้ไม่เกินราคาของข้าวตามที่มีอยู่ในท้องที่ขณะที่ต้องชำระค่า เช่า สัญญา เช่า นาที่โจทก์นำมาฟ้อง โจทก์เรียกเก็บค่า เช่า เป็นข้าวเปลือกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่า เช่า นาจากจำเลย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์เรียกค่า เช่า เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ใน มาตรา 5(1) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการ เช่า พ.ศ. 2493 และมาตรา 16 บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 5 มีความผิดต้องระวางโทษปรับสัญญา เช่า จึงตกเป็นโมฆะข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่านาที่จำเลย เช่า จำเลยทำนาปีละ 2 ครั้งสัญญา เช่า เป็นโมฆะทั้งหมด จะแยกเป็นโมฆะเฉพาะค่า เช่า ส่วนที่เกินหาได้ไม่ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมการ เช่า นา พ.ศ. 2493นอกจากจะมีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้ให้ เช่า เรียกเก็บค่า เช่า นาเกินกว่าอัตราไว้ในมาตรา 5 และมีบทกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนในมาตรา 16 แล้ว ยังมีบทมาตราอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นได้ชัดว่ามุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองผู้ เช่า นาอีกหลายกรณี เช่น มาตรา 6 ห้ามมิให้เรียกเก็บมัดจำหรือเก็บค่า เช่า นาล่วงหน้า จะเรียกเก็บได้ต่อเมื่อเสร็จการทำนา มาตรา 7 ถ้าในปีใดการทำนาไม่ได้ผลสมบูรณ์โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้ เช่า ห้ามมิให้เรียกเก็บค่า เช่า และโดยเฉพาะในมาตรา 8 ที่ว่า "การตกลงใด ๆ ดังต่อไปนี้ไม่เป็นการผูกพันคู่กรณีในการ เช่า นา (2) การให้ผู้ เช่า มีหน้าที่หรือรับภาระใด ๆซึ่งตามกฎหมายผู้ เช่า ไม่ต้องมีหน้าที่หรือต้องรับภาระนั้น ๆ" ทำให้เป็นที่เข้าใจได้ว่าการที่จำเลยคดีนี้เต็มใจให้ค่า เช่า ตามสัญญา เช่า เป็นข้าวเปลือก 350 ถังต่อปี และโจทก์ผู้ให้ เช่า ก็ตกลงยอมรับนั้น ถือได้ว่าเป็นการให้จำเลยผู้ เช่า มีหน้าที่หรือรับภาระซึ่งตามกฎหมายจำเลยไม่ต้องมีหน้าที่หรือต้องรับภาระจึงไม่เป็นการผูกพันจำเลยตามนัยแห่งมาตรา 8 ที่จะต้องชำระค่า เช่า นาให้โจทก์ตามฟ้อง และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นเรื่องค่า เช่า ยังค้างชำระหรือไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2496/2518 นางเจียม สมงาม โจทก์ นายสมนึก หลายระหาร จำเลย ป.พ.พ. ม. 113 พ.ร.บ.ควบคุมการเช่านา พ.ศ.2493 ม. 5 , ม. 6 , ม. 7 , ม. 8 , ม. 16