ฎีกาที่ 2025/2518
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ภรรยาโจทก์เอาบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่โจทก์ เช่า มาไปขายฝากไว้กับจำเลยมีกำหนด 2 ปี โดยโจทก์กับภรรยาโจทก์บอกจำเลยว่า ถ้าภรรยาโจทก์ไม่ซื้อบ้านคืนภายในกำหนดให้สิทธิการ เช่า ที่ดินตกเป็นของจำเลย อันเป็นการแสดงเจตนาว่าจำเลยไม่ต้องรื้อถอนบ้านออกไป ดังนี้ เมื่อภรรยาโจทก์ไม่ซื้อบ้านคืนภายในกำหนด โจทก์ก็จะฟ้องให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินที่โจทก์ เช่า ไม่ได้ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ เช่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5168 ของวัดปากลัดมิซซังคาทอลิค พระประแดง โจทก์ปลูกบ้านเลขที่ 378/3 เพื่ออยู่อาศัย เมื่อ พ.ศ. 2513 นางอัมพร ยินดีคุณ ภรรยาโจทก์ได้ขายฝากบ้านดังกล่าวไว้กับจำเลยเป็นเงิน 25,000 บาทโดยระหว่างอายุขายฝากโจทก์ครอบครองบ้านและที่ดินที่ เช่า ต่อมาศาลพิพากษาให้ภรรยาโจทก์และบริวารออกไปจากบ้านหลังนี้ โจทก์และบริวารจึงย้ายออกไป เช่า บ้านผู้มีชื่ออยู่เดือนละ 400 บาท เพราะโจทก์ไม่สามารถจะปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินนั้นได้ ได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนออกไปแล้วคงเพิกเฉย จึงขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนบ้านพิพาท ห้ามเข้าเกี่ยวข้อง และให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า ภรรยาโจทก์เป็นผู้ เช่า ที่ดินและครอบครองปลูกบ้านเลขที่ 378/3 อยู่อาศัย โจทก์อยู่ในฐานะบริวาร ภรรยาโจทก์ขายฝากบ้านดังกล่าวโดยสละการครอบครองที่ดินที่ เช่า ให้จำเลยโดยโจทก์และวัดผู้ให้ เช่า ยินยอม จำเลยไม่เคยได้รับคำบอกกล่าว โจทก์ไปอาศัยบ้านผู้อื่นโดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน ถึงหากจะเสียก็ไม่เกินเดือนละ 50 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านพิพาทออกไปจากที่ดินที่โจทก์ เช่า ห้ามเข้าเกี่ยวข้อง กับให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 40 บาทตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไป จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไป พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ข้อเท็จจริงได้ความว่า บ้านพิพาท นางอัมพร ยินดีคุณ ภรรยาชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ผู้เป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้างต่อเทศบาล และเป็นผู้ขออนุญาตต่อน้ำต่อไฟฟ้าเข้ามาในบ้าน เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2513 นางอัมพรได้ขายฝากบ้านหลังนั้นไว้กับจำเลยเป็นเงิน 25,000 บาท กำหนดไถ่คืนภายใน 2 ปี โดยโจทก์กับบาทหลวงเจ้าอาวาสวัดปากลัดมิซซังคาทอลิค พระประแดงเจ้าของที่ดินที่บ้านหลังนั้นปลูกอยู่ได้ทำหนังสือยินยอมอนุญาต ในระหว่างขายฝากโจทก์และนางอัมพรอยู่ในบ้านหลังนั้น ครบกำหนดนางอัมพรไม่ไถ่คืน บ้านพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2516 จำเลยฟ้องขับไล่นางอัมพรและบริวาร ต่อมาศาลพิพากษาให้ขับไล่ นางอัมพรและโจทก์จึงออกไป เช่า บ้านคนอื่นอยู่ โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยให้รื้อถอนบ้านหลังพิพาท ในปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องให้จำเลยรื้อถอนบ้านหลังพิพาทนี้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์กับนางอัมพรบอกจำเลยว่านางอัมพรเป็นผู้ เช่า ที่ดิน ถ้าหากนางอัมพรไม่ซื้อบ้านคืนภายในกำหนด ให้สิทธิการ เช่า ที่ดินตกเป็นของจำเลย ข้อที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์เป็นผู้ เช่า ที่ดินโดยมีเอกสารสัญญา เช่า เป็นพยานนั้นศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะเป็น เช่า ที่ดิน แต่การที่โจทก์กับนางอัมพรเป็นเจ้าของบ้านร่วมกันเช่นนี้ แสดงว่าโจทก์ เช่า ที่ดินนั้นเพื่อตนเองและเพื่อนางอัมพรด้วย เมื่อโจทก์กับนางอัมพรตกลงกับจำเลยว่าถ้านางอัมพรไม่ซื้อบ้านคืนภายในกำหนด ให้สิทธิการ เช่า ตกเป็นของจำเลยอันเป็นการแสดงเจตนาว่าจำเลยไม่ต้องรื้อถอนบ้านออกไป โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยรื้อถอนบ้านไม่ได้ เป็นการใช้สิทธิไม่โดยสุจริต ส่วนที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า การ เช่า เป็นการเฉพาะตัว ไม่อาจโอนแก่กันได้ศาลฎีกาเห็นว่าการโอนสิทธิการ เช่า ให้จำเลยได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปแล้ว ศาลก็ต้องยกฟ้องโจทก์ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2025/2518 นายวารี ยินดีคุณ โจทก์ นางบุญชู สิงห์ชัย จำเลย ป.พ.พ. ม. 491 , ม. 5 ป.วิ.พ. ม. 55