ฎีกาที่ 2664/2517
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ เช่าซื้อ รถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงในสัญญา เช่าซื้อ ว่า โจทก์เป็นผู้เสียค่าประกันภัยรถยนต์ในนามจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของรถ แล้วจำเลยที่ 1 ได้ไปทำสัญญาประกันภัยรถคันนี้กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัย และโจทก์เป็นผู้ออกเงินในการประกัน ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เอาประกันภัยรถคันที่ เช่าซื้อ โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดใช้เงินค่ารถยนต์คันที่ เช่าซื้อ ซึ่งได้หายไป
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ เช่าซื้อ รถยนต์นั่งยี่ห้อเฟี๊ยต 1100 อาร์จากจำเลยที่ 1 ราคา 67,760 บาท มีข้อสัญญาว่า โจทก์ต้องออกเงินค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1นำรถยนต์คันนี้ไปทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาทโจทก์ใช้เงินค่า เช่าซื้อ ให้จำเลยที่ 1 แล้ว 41,890 บาท เมื่อหักส่วนลดออกแล้ว โจทก์จะต้องใช้เงินค่า เช่าซื้อ ให้จำเลยที่ 1 อีก 23,028 บาท ผู้ร้ายได้ลักรถยนต์คันดังกล่าวไป ยังไม่ได้คืนโจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ และทวงถามให้ใช้ราคารถที่หาย จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 2 จ่ายเงินให้เพียง 40,000 บาท ไม่เต็มตามสัญญาประกันภัย จะใช้เงินให้โจทก์เพียง 40,000 บาทและหักเงินที่โจทก์จะต้องใช้ให้จำเลย 24,200 บาทออก เหลือเงินที่จำเลยที่ 1 จะใช้ให้โจทก์เพียง 15,800 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดใช้เงินอีก 26,972 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ยังไม่ได้ใช้เงินค่า เช่าซื้อ อีก 25,870 บาท มิใช่ 23,028 บาท จำเลยที่ 2 ได้จ่ายค่าเสียหายให้จำเลยที่ 1 รับมาแล้ว 40,000 บาท จำเลยที่ 1 จะต้องคืนเงินให้โจทก์ 15,800 บาท โจทก์ไม่ยอมรับ จำเลยที่ 2 ให้การว่า ยอมรับผิดตามความเสียหายแท้จริงเป็นเงิน40,000 บาทซึ่งได้จ่ายให้จำเลยที่ 1 รับไปแล้ว โจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 15,800 บาทแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินที่ยังขาดอยู่อีก 10,000 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย ฯลฯ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่เฉพาะเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นว่าให้จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญา เช่าซื้อ เอกสาร จ.1 ข้อ 4 มีข้อความว่าโจทก์เป็นผู้เสียค่าประกันภัยรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ ในนามจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นเจ้าของรถ และโจทก์เบิกความว่า เงินที่เอาประกันภัยเป็นของโจทก์ แต่ตามสัญญา จำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัย จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ เป็นคู่สัญญาประกันภัยรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกัน เช่นนี้ ฟังได้แต่เพียงว่า โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ออกเงินในการประกันเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เอาประกันภัยรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ โจทก์ซึ่งมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญา เช่าซื้อ จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสาร จ.2 หรือ ล.2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดใช้เงินค่ารถยนต์คันที่ เช่าซื้อ ซึ่งได้หายไป แก่โจทก์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2664/2517 นางสาวกษมา แซ่ลิ้ม โจทก์ บริษัทบางกอกอินเวสท์เมนท์ จำกัด ที่ 1 บริษัทสหวัฒนาประกันภัย จำกัด ที่ 2 จำเลย ป.พ.พ. ม. 112 , ม. 314 , ม. 572 , ม. 861 , ม. 862 ป.วิ.พ. ม. 55