ฎีกาที่ 2342/2517
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ให้ เช่าซื้อ จึงมีหนี้ที่จะต้องให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าได้ใช้หรือรับประโยชน์จากรถยนต์นั้น แต่โจทก์ได้รถยนต์ไปใช้เพียง 3 เดือนยังไม่ถึง 24 เดือนตามที่ตกลงในสัญญา เช่าซื้อ โดยมิได้ผิดนัด ไม่ใช้เงินแก่จำเลย ก็ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรยึดรถยนต์ไปจำเลยไม่สามารถส่งมอบรถคืนให้โจทก์ได้อีก การชำระหนี้ของจำเลยคือต้องให้โจทก์ได้ใช้หรือรับประโยชน์ในรถยนต์คันนั้น กลายเป็นพ้นวิสัยเสียแล้ว โดยจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทน คือเงินที่โจทก์ได้ชำระครั้งแรกให้จำเลยในวันทำสัญญา เช่าซื้อ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์นั่ง 1 คันจากจำเลยราคา 170,000 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 50,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท 24 เดือน โจทก์ผ่อนชำระให้จำเลยไปแล้ว 3 เดือนเป็นเงิน 15,000 บาท ครั้นเดือนตุลาคม 2512กรมศุลกากรได้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวไปจากโจทก์ โดยแจ้งว่าเป็นรถถูกลักลอบหนีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์จึงหยุดชำระค่า เช่าซื้อ และทวงถามให้จำเลยจัดการส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ให้โจทก์ จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาให้จำเลยคืนเงินที่รับไว้ โจทก์เสียหายซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีในต้นเงิน 65,000 บาทนับแต่วันบอกเลิกสัญญาถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,500 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ใช้รถเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันรถถูกยึดจนถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 5,100 บาท เงินที่โจทก์จ่ายครั้งแรก 50,000 บาท กับที่ผ่อนไปแล้ว 3 เดือนเป็นเงิน 15,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 76,600 บาท จึงขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีในต้นเงิน 65,000 บาทจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์และโจทก์ผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ 3 งวดแล้วจริง แต่รถยนต์ถูกยึดไปในขณะอยู่ในความครอบครองของโจทก์ และขณะนี้ก็ยังยึดไว้โจทก์ได้รับการปฏิบัติชำระหนี้จากจำเลยไปแล้ว เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นภายหลังก่อหนี้ที่ไม่ใช่ความผิดของจำเลยเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุพ้นวิสัยอันจะโทษจำเลยไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด มิใช่เรื่องจำเลยผิดสัญญาไม่จัดการส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีเหตุหรือสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญากับจำเลยได้ และตามสัญญาข้อ 12 โจทก์ไม่มีสิทธิจะเรียกค่า เช่าซื้อ ที่ได้ชำระแล้วคืน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยโจทก์ได้ใช้รถของจำเลยถึง 3 เดือน ได้ประโยชน์จากการใช้รถของจำเลยค่าเสียหายย่อมมีไม่ถึงตามฟ้อง ทั้งโจทก์ไม่เสียหายจริง วันชี้สองสถาน คู่ความรับข้อเท็จจริงบางประการแล้ว โจทก์แถลงติดใจเรียกเฉพาะเงินที่ชำระให้จำเลยในวันทำสัญญา 50,000 บาท และค่า เช่าซื้อ ที่ผ่อนชำระไปแล้ว 3 เดือนเป็นเงิน 15,000 บาทคืนกับดอกเบี้ยเท่านั้น คำขอข้ออื่นสละ ศาลชั้นต้นจึงให้งดสืบพยาน แล้วเห็นว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะไม่สามารถจะให้รถยนต์ตกเป็นของผู้ เช่าซื้อ ได้ จึงไม่มีอำนาจเอาเงิน 50,000 บาทที่โจทก์ชำระให้ในวันทำสัญญา ส่วนค่า เช่าซื้อ 3 เดือนนั้น โจทก์ได้รับประโยชน์จากรถคันนี้ตลอดมาแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับเงินจำนวนนี้คืน พิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 50,000 บาทกับดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันโจทก์บอกเลิกสัญญาจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยคืนเงิน 15,000 บาทกับดอกเบี้ยด้วย จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องหรือย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ในเรื่องอำนาจฟ้องและค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์เห็นว่า รถยนต์ถูกยึด จำเลยไม่สามารถส่งมอบให้โจทก์ได้อีกเป็นเรื่องทรัพย์สินที่ให้ เช่าซื้อ สูญหาย สัญญา เช่าซื้อ ระงับเมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญา คู่สัญญาต้องกลับสู่ฐานะเดิม จำเลยจึงไม่มีสิทธิจะเอาเงิน 50,000 บาทไว้ได้ ส่วนค่า เช่าซื้อ 3 เดือน 15,000 บาทควรแก่ค่าแห่งการใช้ประโยชน์แล้ว พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็นเฉพาะเงิน 50,000 บาทที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยในวันทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ว่า อันว่า เช่าซื้อ นั้นเป็นสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ก็เมื่อจำเลยซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ให้ เช่าซื้อ มีหนี้ที่จะต้องให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าได้ใช้หรือรับประโยชน์จากรถยนต์นั้น แต่โจทก์ได้รถยนต์ไปใช้เพียง 3 เดือน ยังไม่ถึง 24 เดือน ตามที่ตกลงในสัญญา เช่าซื้อ โดยมิได้ผิดนัดไม่ใช้เงินแก่จำเลยเลย ก็ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรยึดรถยนต์ไป โดยแจ้งว่าเป็นรถที่นำเข้ามาในประเทศโดยลักลอบหนีภาษี จำเลยไม่สามารถส่งมอบรถคืนให้โจทก์ได้อีก การชำระหนี้ของจำเลยคือต้องให้โจทก์ได้ใช้หรือรับประโยชน์ในรถยนต์คันนั้นกลายเป็นพ้นวิสัยเสียแล้วโดยจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะรับชำระหนี้ตอบแทน คือเงิน 50,000 บาทนั้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2342/2517 นายเจียรจิตต์ ขุนพินิจ โจทก์ นายซุน หรือบักชุน แซ่เอี้ยว จำเลย ป.พ.พ. ม. 572