ฎีกาที่ 2662/2517
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน การกู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 สามคราวโดยทำสัญญา ค้ำประกัน ให้โจทก์ไว้สามฉบับ ลงวันที่ต่างกัน และแนบสำเนาสัญญามาท้ายฟ้อง จำเลย 3 ให้การปฏิเสธไม่รับรองสำเนาสัญญาท้ายฟ้อง และว่า ได้เคยทำสัญญา ค้ำประกัน ให้โจทก์ไว้ครั้งเดียวจึงขอปฏิเสธฟ้องของโจทก์ว่าไม่เป็นความจริง ดังนี้ ถือว่าคำให้การของจำเลยที่ 3 ไม่ชัดแจ้งว่า ทำสัญญา ค้ำประกัน ให้โจทก์ไว้คราวใด รับหรือปฏิเสธสำเนาสัญญาท้ายฟ้องฉบับไหน เพียงใดหรือไม่ จึงเป็นคำให้การปฏิเสธลอย ไม่มีประเด็นที่จำเลยที่ 3 จะนำสืบได้ การที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 3 นำสืบ และให้พิสูจน์ลายมือชื่อในสัญญา ค้ำประกัน ทั้งที่จำเลยที่ 3ไม่มีสิทธินำสืบ และไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นในเรื่องลายมือชื่อในสัญญาไว้ จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาและนอกประเด็นพิพาทรับฟังไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารโจทก์รวมสามคราว โดยมีจำเลยที่ 3 เข้าผูกพันรับเป็นผู้ ค้ำประกัน ยอมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมตามสำเนาสัญญา ค้ำประกัน ท้ายฟ้องหมายเลข 5, 6, 7 ต่อมาเมื่อคิดหักทอนบัญชีกัน จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์อยู่ 371,977 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยไม่ชำระ จึงขอให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ผู้ ค้ำประกัน ร่วมกันรับผิดชำระเงินดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 3 ให้การว่า สัญญา ค้ำประกัน ท้ายฟ้องหมายเลข 5, 6, 7จะมีข้อความถูกกับต้นฉบับตัวจริงหรือไม่ จำเลยไม่รับรอง เพราะสัญญาคู่ฉบับไม่มีอยู่ที่จำเลย จำเลยจำได้แน่นอนว่าได้เคยทำสัญญา ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่โจทก์ครั้งเดียว ในการที่จำเลยที่ 1 ขอกู้และเบิกเงินเกินบัญชีต่อธนาคารโจทก์ และในสัญญานั้นได้ระบุเรื่องระยะเวลาจำกัดเพียง 1 ปีเท่านั้น ดังนั้น เมื่อคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 3 เข้าทำสัญญา ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ถึงสามคราว เป็นเอกสาร 3 ฉบับ จึงขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ทั้งโจทก์ละเลยไม่ทวงถามเรียกหนี้สินจากจำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 1 ปี จำเลยที่ 3 ย่อมหลุดพ้นจากการ ค้ำประกัน ตามเงื่อนเวลาดังกล่าว ส่วนดอกเบี้ยนั้น เมื่อครบกำหนด 1 ปีแล้ว การคิดดอกเบี้ยทบต้นต้องระงับ โจทก์จะเรียกได้เพียงอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีเท่านั้น ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งสามฉบับที่ฟ้อง พร้อมทั้งดอกเบี้ยทบต้นจนถึงวันผิดนัด และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปีโดยไม่ทบต้น ตั้งแต่วันผิดนัดไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จ ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงไม่อาจฟังได้ว่าได้ทำสัญญา ค้ำประกัน ครั้งที่ 2 และ 3 ให้โจทก์ไว้ตามเอกสาร จ.6 จ.10 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระเงินเพียงในวงเงินไม่เกินหนึ่งแสนบาท โจทก์อุทธรณ์ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 รับผิดเต็มจำนวนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 3 ที่ว่า ได้ทำสัญญา ค้ำประกัน ให้โจทก์ไว้จริงเพียงครั้งเดียว อีก 2 ครั้งปฏิเสธ นั้นจำเลยไม่แสดงโดยชัดแจ้งว่าไม่ได้ทำให้โจทก์ไว้เพราะเหตุใด เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรค 2 จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบได้ ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 3 นำสืบและส่งพิสูจน์ลายมือชื่อในสัญญาเป็นการไม่ถูกต้องพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ชดใช้เงินให้แก่โจทก์ในวงเงิน 250,000 บาท ตามสัญญา ค้ำประกัน ทั้งสามฉบับพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 บรรยายว่าจำเลยที่ 3 ยอมตนเข้าผูกพัน ค้ำประกัน การกู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ทั้งสามคราว ได้ทำสัญญา ค้ำประกัน ให้แก่โจทก์ไว้ 3 ฉบับ เป็นเงิน 250,000 บาท กับได้แนบสำเนาสัญญาดังกล่าวมาท้ายฟ้อง จำเลยที่ 3 คงให้การปฏิเสธเพียงว่า ไม่รับรองสำเนาสัญญาท้ายฟ้อง และว่าจำได้แน่นอนว่าได้เคยทำสัญญา ค้ำประกัน การกู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ไว้ครั้งเดียว ระบุเวลาจำกัดเพียง 1 ปีฟ้องโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 ทำสัญญา ค้ำประกัน จำเลยที่ 1สามคราวเป็นเอกสาร 3 ฉบับ จึงขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ดังนี้คำให้การของจำเลยที่ 3 ไม่ชัดแจ้งว่าทำสัญญา ค้ำประกัน ให้โจทก์ไว้คราวใด รับหรือปฏิเสธสำเนาสัญญาท้ายฟ้องฉบับไหนเพียงใดหรือไม่คงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 3 ปฏิเสธ คำให้การของจำเลยที่ 3 จึงเป็นคำให้การปฏิเสธลอย ไม่มีประเด็นที่จะนำสืบได้ ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 3 นำสืบ และให้พิสูจน์ลายมือชื่อในสัญญา ค้ำประกัน ทั้งที่จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธินำสืบ และมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นในเรื่องลายมือชื่อในสัญญาไว้ จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา และนอกประเด็นพิพาท รับฟังไม่ได้ และเมื่อคดีฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญา ค้ำประกัน การกู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ไว้ทั้งสามคราว จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดตามสัญญาดังกล่าว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2662/2517 บริษัทธนาคารแห่งเอเซียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม จำกัด โจทก์ โดยนายเสถียร เตชะไพบูลย์ และนายสุวิทย์ คัณธามานนท์ กรรมการ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเจริญสินก่อสร้าง โดยนายจิวฮุ้น จำเลย หรือสมชาย แซ่เฮ้ง หุ้นส่วนผู้จัดการ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย ป.วิ.พ. ม. 177 , ม. 83 , ม. 84 , ม. 85 ป.พ.พ. ม. 680