ฎีกาที่ 1552/2517
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คู่ความอาจยกขึ้นอ้างได้ในชั้นฎีกา จำเลยทำงานอยู่กับโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมให้จำเลยเป็นผู้ติดต่อและเก็บเงินจากลูกค้า จำเลยรับเช็คของลูกค้าโจทก์ร่วมมาในฐานะเป็นผู้รับชำระหนี้แทนโจทก์ร่วม มิใช่ในหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากฝ่ายลูกค้า จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองเช็คของโจทก์ร่วมในฐานะตัวแทน มีหน้าที่ต้องนำเช็คหรือเงินตามเช็คนั้นส่งให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อจำเลยนำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคารและเบียดบังเอาไว้โดยทุจริตโจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องจำเลยได้ และการกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 353เพราะจำเลยมิได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของโจทก์ร่วม
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัท ยู.เอส.ซัมมิท (โอเวอร์ซีส์) จำกัด ได้รับมอบหมายจากบริษัทฯ ให้จัดการทรัพย์สินของบริษัทฯ โดยเป็นผู้ติดต่อทำการค้าเวชภัณฑ์และเก็บเงินกับโรงพยาบาลปัญจมาธิราชอุทิศ ได้รับเงินตามบิลเลขที่ 06193 เอ.บี. - 06205 เอ.บี. และ 15072 - 15077 ซึ่งผู้แทนของบริษัทฯ ได้วางไว้กับทางโรงพยาบาล เพื่อตั้งเบิกรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 49,900 บาท จากโรงพยาบาล โดยทางโรงพยาบาลได้ชำระเงินค่าเวชภัณฑ์เป็นเงินสดจำนวน 25,395 บาท และชำระเป็นเช็คของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาอยุธยา หมายเลข เค.0043561 ลงวันที่สั่งจ่าย 21 พฤษภาคม 2513 สั่งจ่ายเงินสดจำนวน 24,504 บาท ให้แก่จำเลยและต่อมาจำเลยได้ให้นางทองสุข สาสนปัชโชติ ภริยาจำเลยเป็นผู้รับเงินตามเช็คดังกล่าวแทน ทั้งนี้จำเลยมีหน้าที่จะต้องนำเงินสดและเช็คดังกล่าวส่งแก่บริษัทฯ แต่จำเลยได้กระทำผิดหน้าที่ของตนโดยเบียดบังเอาเงินสดและเช็คดังกล่าวเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 49,900 บาท ไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต หาได้นำส่งบริษัทฯ ไม่ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทฯ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353 และสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 49,900 บาทแก่บริษัทฯ ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ บริษัท ยู.เอส.ซัมมิท (โอเวอร์ซีส์)จำกัด ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต ศาลชั้นต้นไม่เชื่อว่าจำเลยได้รับเงิน 25,395 บาทจากโรงพยาบาลปัญจมาธิราชอุทิศแต่เชื่อว่าจำเลยได้ ยักยอก เงินที่จำเลยเบิกตามเช็คจำนวน 24,505 บาท ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องนำส่งโจทก์ร่วม พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 เดือน และให้จำเลยคืนเงิน 24,505 บาทแก่โจทก์ร่วมคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ในปัญหาข้อเท็จจริงความว่า จำเลยไม่ได้ ยักยอก เงินตามเช็คจำนวน 24,505 บาท และหากการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐาน ยักยอก เช็คหรือเงินดังกล่าว ก็ต้องถือว่าเช็คหรือเงินนั้นเป็นของลูกค้าโจทก์ร่วมที่มอบให้จำเลยรับมา โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิร้องทุกข์หรือฟ้องคดี ศาลฎีกาฟังว่า จำเลย ยักยอก เงินตามเช็ค จำนวน 24,505 บาทไปจริงตามฟ้องและวินิจฉัยฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องไว้ว่า ปัญหาตามฎีกานี้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ามาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจำเลยยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195ประกอบด้วยมาตรา 225 และศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยทำงานอยู่กับโจทก์ร่วม มีหน้าที่ติดต่อขายเวชภัณฑ์และเก็บเงินด้วยเช็คหมาย จ.1 ที่จำเลยรับมา เป็นเช็คที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปัญจมาธิราชอุทิศสั่งจ่ายเงินให้แก่โจทก์ร่วม เพื่อชำระค่าเวชภัณฑ์ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าหนี้ จำเลยรับเช็คนั้นมาในฐานะเป็นผู้รับชำระหนี้แทนโจทก์ร่วมมิใช่ในหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากโรงพยาบาลหรือผู้อำนวยการโรงพยาบาลดังที่จำเลยฎีกา จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองเช็คหมาย จ.1 ของโจทก์ร่วมในฐานะตัวแทน มีหน้าที่ต้องนำเช็คหรือเงินตามเช็คนั้นส่งให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นตัวการจงสิ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 เมื่อจำเลยนำเช็คนั้นไปเบิกเงินจากธนาคารแล้วเบียดบังเอาไว้เป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์และมีสิทธิฟ้องจำเลยได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ยังคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะการที่จำเลยได้รับเช็คอันเป็นการรับชำระหนี้แทนโจทก์ร่วม และนำเช็คนั้นไปเบิกเงินจากธนาคารแล้วเบียดบังเอาไว้เป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จำเลยมิได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของโจทก์ร่วม กรณีไม่ต้องด้วย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1552/2517 ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ บริษัทยู.เอส.ซัมมิท (โอเวอร์ซีส์) จำกัด โจทก์ โดยนายปรีชา เทศสอาด ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายสุทัศน์ สาสนปัชโชติ จำเลย ป.อ. ม. 352 , ม. 353 ป.วิ.อ. ม. 2 (4) , ม. 195 , ม. 225