ฎีกาที่ 593/2516
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยเป็นหนี้ธนาคารผู้คัดค้านอยู่ก่อนแล้ว โดยเบิกเงินเกินบัญชีไป 9 แสนบาทเศษ แล้วจำเลยได้กู้เงินธนาคารผู้คัดค้านอีก 5 แสนบาท และจดทะเบียนจำนองเรือยนต์ของจำเลยรวม47 ลำ ไว้กับธนาคารผู้คัดค้าน เพื่อเป็นประกันสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีซึ่งจำเลยเบิกเกินบัญชีไปดังกล่าวแล้วและเงินที่จำเลยกู้ ต่อมาจำเลยได้จดทะเบียนจำนองเรือยนต์ของจำเลยอีก 2 ลำไว้กับธนาคารผู้คัดค้าน เพื่อเป็นประกันการเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีรายใหม่อีก ดังนี้ ถือว่าการจำนองเรือยนต์ทั้งสองคราวนั้น เป็นการจำนองโดยมีค่าตอบแทน
ย่อยาว
สาขาคดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคล ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยผู้ ล้มละลาย ร้องว่าจำเลยได้จดทะเบียนจำนองเรือยนต์รวม 49 ลำไว้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด เป็นการทำจำนองให้โดยเสน่หาและไม่สุจริต ทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบและธนาคารกสิกรไทย จำกัด ยอมให้จำเลยก่อหนี้ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ ขอให้เพิกถอนการจำนองเรือยนต์ 49 ลำนั้น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ผู้คัดค้าน ต่อสู้ปฏิเสธคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมจำเลยผู้ ล้มละลาย ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารผู้คัดค้าน 2 ฉบับฉบับแรกลงวันที่ 6 ตุลาคม 2501 วงเงินไม่เกินห้าแสนบาท อีกฉบับหนึ่งลงวันที่ 6 เมษายน 2503 วงเงินไม่เกินห้าแสนบาท ตามเอกสารหมาย จ.ล.10 และ จ.ล.11 แล้วจำเลยผู้ ล้มละลาย ได้เบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาทั้ง 2 ฉบับไปจากธนาคารผู้คัดค้านเป็นเงิน 981,879.16 บาท ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2505 จำเลยผู้ ล้มละลาย ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารผู้คัดค้านใหม่ โดยรวมวงเงินตามสัญญาหมาย จ.ล.10 และ จ.ล.11 เข้าด้วยกัน เป็นวงเงิน 1 ล้านบาท และให้ถือว่ายอดเงินเบิกเกินบัญชีไป 981,879 บาท 16 สตางค์ เป็นเงินที่เบิกเกินบัญชีตามสัญญาฉบับใหม่นี้ ตามเอกสารหมาย ล.53 และในวันเดียวกันนั้นเองจำเลยผู้ ล้มละลาย ได้กู้เงินธนาคารผู้คัดค้านไปอีก 5 แสนบาท ตามสัญญากู้เงินหมาย ล.56 โดยเอาเรือยนต์ 47 ลำของจำเลยผู้ ล้มละลาย ตามรายชื่อท้ายสัญญาหมาย ล.53 จำนองเป็นประกันการเบิกเงินเกินบัญชีและการกู้เงินดังกล่าวแล้ว ตามสัญญาจำนองหมาย ล.4 ถึง ล.50 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2506 จำเลยผู้ ล้มละลาย ได้ทำสัญญากู้เบิกเกินบัญชีจากธนาคารผู้คัดค้านอีก 350,000 บาทตามสัญญาหมาย จ.ล.12 และได้เอาเรือยนต์พลายแก้วกับพลายงามรวม 2 ลำ จำนองเป็นประกันเงินเบิกเกินบัญชีจำนวนดังกล่าว เป็นเงินลำละ 175,000 บาท เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2507 ตามสัญญาจำนองหมาย ล.51, ล.52 เมื่อเดือนมิถุนายน 2509 จำเลยผู้ ล้มละลาย ได้ทำสัญญาขายกิจการของบริษัทจำเลยรวมทั้งเรือยนต์ทุกลำและที่ดินโฉนดที่ 665 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัทไทยพัฒนาขนส่ง จำกัด เป็นเงิน 4,250,000 บาท ได้รับเงินมาแล้วประมาณร้อยละ 10 เงินที่เหลือบริษัทไทยพัฒนาขนส่ง จำกัด ยังไม่ชำระจนบัดนี้ หลังจากที่จำเลยผู้ ล้มละลาย ถูกสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ปรากฏว่าผู้ที่อ้างเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยผู้ ล้มละลาย ร้องขอรับชำระหนี้รวม 298 ราย เป็นยอดเงินทั้งหมด 7 ล้านบาท โดยยังมิได้รวมหนี้ของธนาคารผู้คัดค้านเข้าด้วย เฉพาะหนี้ที่มูลหนี้เกิดก่อนวันที่ 27 สิงหาคม 2505 มี 297 ราย เป็นเงิน4,989,712.16 บาท รวมทั้งหนี้ของนายสุรพันธ์ พิศาลบุตร ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยผู้ ล้มละลาย กับเป็นกรรมการธนาคารผู้คัดค้านด้วย ตามเอกสารหมาย จ.24 ถึง จ.29 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยผู้ ล้มละลาย เป็นหนี้ธนาคารผู้คัดค้านอยู่ก่อนแล้ว โดยเบิกเงินเกินบัญชีไปเป็นเงิน 981,879.16 บาท การที่จำเลยผู้ ล้มละลาย ได้จำนองเรือ 47 ลำตามสัญญาจำนองหมาย ล.4 ถึง ล.50 เพื่อเป็นประกันสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีหมาย ล.53 ซึ่งรวมยอดเงินที่จำเลยเบิกเกินบัญชีไปแล้ว 981,879.16 บาท จึงเป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้ที่มีอยู่ก่อนการจำนอง ซึ่งเป็นการชอบที่จะกระทำได้ จะถือว่าเป็นการจำนองโดยไม่มีการจ่ายเงินดังโจทก์ฎีกาหาได้ไม่ ส่วนการกู้เงินตามสัญญากู้หมาย ล.56 จำนวน 5 แสนบาท ธนาคารผู้คัดค้านก็มีหลักฐานว่าธนาคารผู้คัดค้านโดยนายบัญชา ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการอนุมัติให้จำเลยผู้ ล้มละลาย กู้ตามเอกสารหมาย จ.ล.7 และได้จ่ายเงินจำนวนนั้นให้จำเลยผู้ ล้มละลาย ไปแล้วตามเช็คลงวันที่ 31 สิงหาคม 2505 หมาย จ.ล.4 การจำนองเรือยนต์ตามสัญญาจำนองหมาย ล.4 ถึง ล.51 ก็เพื่อประกันหนี้เงินกู้รายนี้ด้วย ส่วนสัญญาจำนองเรือยนต์อีก 2 ลำ หมาย ล.51 ล.52 ก็เพื่อเป็นประกันการเบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีหมาย จ.ล.12 พยานหลักฐานฟังได้แน่ชัดว่าการจำนองเรือยนต์ทั้ง 49 ลำระหว่างจำเลยผู้ ล้มละลาย กับธนาคารผู้คัดค้าน เป็นการจำนองโดยมีค่าตอบแทน แล้วศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่า ขณะมีการจดทะเบียนจำนองเรือยนต์ บริษัทจำเลยผู้ ล้มละลาย ยังมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินธนาคารผู้คัดค้านได้ปฏิบัติไปตามปกติธุระของกิจการธนาคารโดยสุจริตมิใช่เป็นการสมยอมกันทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบ พยานผู้ร้องไม่พอฟังว่าธนาคารผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ได้รับลาภงอกจากสัญญาจำนองรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้อื่นต้องเสียเปรียบศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 593/2516 ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลรัตนยนตร์ โจทก์ บริษัทสุพรรณขนส่ง จำกัด จำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้อง ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 237 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 113