ฎีกาที่ 2644-2645/2515
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ที่ดิน ที่ทางราชการสงวนไว้สำหรับใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304(3) แม้ผู้เข้าครอบครองจะได้แจ้งการครอบครองไว้ ก็ไม่ทำให้สภาพของ ที่ดิน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเปลี่ยนแปลงไป ผู้ครอบครองนำ ที่ดิน ดังกล่าวให้ผู้อื่นเช่า สัญญาเช่าตกเป็นโมฆะ ผู้ครอบครองไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่หรือเรียกค่าเช่าจากผู้เช่า
ย่อยาว
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษา สำนวนแรก โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของ ที่ดิน หนึ่งแปลง ได้ครอบครองมาเกินกว่า 10 ปี และได้แจ้งการครอบครองไว้แล้ว ทั้งมีสิทธิเป็นเจ้าของตามคำพิพากษาฎีกาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 226/2505 ด้วย จำเลยได้เช่า ที่ดิน ของโจทก์แล้วไม่ชำระค่าเช่าโจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่า และให้จำเลยและบริวารรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปให้พ้น ที่ดิน ของโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดิน ตามฟ้องเป็นของรัฐ จำเลยเข้าปลูกบ้านและครอบครองทำประโยชน์มาแต่ผู้เดียว จำเลยไม่เคยเช่าจากโจทก์สัญญาเช่าตามฟ้องเกิดขึ้นเพื่อลวงเจ้าหนี้ของจำเลยว่าเป็น ที่ดิน ของโจทก์ จะได้ยึดเอาไปชำระหนี้ไม่ได้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครอง ที่ดิน มือเปล่าหนึ่งแปลง จำเลยที่ 1 ได้เข้าแย่งสิทธิครอบครอง ที่ดิน ดังกล่าวจากโจทก์ โดยอ้างว่าเช่า ที่ดิน จากจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รื้อบ้านออกไป และห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดิน ตามฟ้องเป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้มาจากบุคคลอื่นและโดยคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 226/2505 โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครอง ที่ดิน รายนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยสำนวนแรกชำระค่าเช่าที่ค้างให้โจทก์กับให้จำเลยและบริวารรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาท ส่วนสำนวนหลัง ให้ยกฟ้อง จำเลยสำนวนแรก และโจทก์สำนวนหลังอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนแรกส่วนสำนวนหลังพิพากษายืน โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา สำนวนแรก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นที่ที่ทางราชการสงวนไว้สำหรับใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน ย่อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 1304 (3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้โจทก์จะได้แจ้งการครอบครองไว้ก็ไม่ทำให้สภาพของ ที่ดิน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่แล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไป เมื่อโจทก์นำไปให้จำเลยเช่าสัญญาเช่าจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ หรือเรียกค่าเช่าจากจำเลย สำนวนหลัง ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาท มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าโจทก์ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2644 - 2645/2515 นายปลั่ง โพธิ์อ่อน โจทก์ นายวิเชาว์ เรือนเย็น จำเลย สิบเอกสมหมาย ปิ่นทอง โจทก์ สิบเอกสนิท เชี่ยวธัญญกิจ ที่ 1 นายปลั่ง โพธิ์อ่อน ที่ 2 จำเลย ป.พ.พ. ม. 537 , ม. 1304 ป.วิ.พ. ม. 55