ฎีกาที่ 1958/2515
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 18
พ.ศ. 2494 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 18 ให้ประธานกรรมการ กรรมการ ผู้ว่าการและพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งกฎหมายลักษณะอาญา
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 3
พ.ศ. 2502 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 147 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 147 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน...
ย่อสั้น
ความผิดตามมาตรา 147 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเป็นเรื่องบัญญัติเอาผิดแก่เจ้าหน้าที่ที่เบียดบังเอาทรัพย์ที่ตนได้มาหรือถือไว้เพื่อจัดการตามหน้าที่ ไม่ใช่เอาผิดแต่เฉพาะว่าทรัพย์นั้นจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของทางการหรือของใคร การที่โจทก์บรรยายฟ้องมาว่า จำเลยเบียดบัง ยักยอก เอาเงินผลประโยชน์ของการรถไฟฯ ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลย ยักยอก เงินที่ไม่ใช่เป็นเงินผลประโยชน์ของทางการรถไฟฯ โดยแท้ ดังนี้ ไม่เป็นกรณีที่ทางพิจารณาได้ความต่างกับฟ้องอันจำเป็นที่ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานของการรถไฟฯ เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับถุงเมล์ เก็บรักษาถุงเมล์ ไปรษณีย์ เอกสารต่าง ๆ ตลอดจนรับเงินผลประโยชน์ต่าง ๆ ของการรถไฟฯซึ่งส่งมาทางขบวนรถไฟ จำเลยจะต้องนำเงินที่รับดังกล่าวส่งหัวหน้ากองจัดการเดินรถเขต 2 นครราชสีมา จำเลยได้รับเงินผลประโยชน์ของการรถไฟฯ จากสารวัตรเดินรถอุบลราชธานี ซึ่งส่งโดยทางรถไฟจำนวน 100 บาท เพื่อนำส่งหัวหน้ากองจัดการเดินรถเขต 2 นครราชสีมาแล้วได้ทุจริตเบียดบัง ยักยอก เอาเงินผลประโยชน์ของการรถไฟฯ จำนวน100 บาท ซึ่งอยู่ในความครอบครองจัดการดูแลรักษาของจำเลยดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยสุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 352
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาพ.ศ. 2502 มาตรา 3 พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494มาตรา 18 จำเลยให้การปฏิเสธว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์เงิน 100 บาทตามฟ้องไม่ใช่เป็นเงินผลประโยชน์ของการรถไฟฯ จำเลยถูกตัดเงินเดือนลงโทษตามพระราชบัญญัติการรถไฟฯ แล้ว คดีจึงระงับ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า จำเลยได้เบียดบังเอาเงิน 100 บาทที่นายสงวนส่งมาทางรถไฟและอยู่ในหน้าที่ของจำเลยจะต้องเก็บรักษาเอาไว้เป็นของจำเลยเสียเอง บทมาตรา 352 ที่ โจทก์ขอให้ลงโทษเป็นความผิดอันยอมความได้ ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดบทนี้ พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ให้จำคุกจำเลย 5 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เงิน 100 บาทหนี้เป็นเงินส่วนตัวของนายสงวนส่งมาให้หัวหน้ากองจัดการเดินรถเขต 2 จังหวัดนครราชสีมา เพื่อจะได้รวบรวมส่งไปสมทบทุนพระราชกุศลตามคำเชิญชวนจากกองอำนวยการเดินรถเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่หน้าที่ของการรถไฟ แต่ตามคำฟ้องโจทก์ว่าเป็นเงินผลประโยชน์ของการรถไฟฯ ข้อเท็จจริงทามที่ปรากฏจากการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ต้องยกฟ้องพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้รับเอกสารและเงินในซองเอกสารนั้นไว้แล้ว ตั้งแต่คืนวันที่ส่งเอกสารและเงินนั้นมา แล้วจำเลยได้เปิดซองเอกสารเอาเงินนั้นไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัวไม่ได้จัดการเอาส่งให้แก่ผู้จะพึงได้รับตามหน้าที่ของจำเลยผู้เป็นเจ้าพนักงานจัดการนำส่ง การที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานของสถานีรถไฟ มีหน้าที่รับถุงเมล์และเอกสารทางการรถไฟ และเงินที่ส่งมาเป็นทางการรถไฟ เพื่อจัดการเอาไปส่งให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับนั้น เมื่อจำเลยเบียดบัง ยักยอก เอาเงินที่ส่งมาในของเอกสารที่รับไว้นั้นเป็นประโยชน์ส่วนตัวจำเลยเสีย จำเลยก็มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ดังที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษนั้นได้ เพราะจำเลยได้รับซองเอกสารและเงินในซองไว้เพื่อจัดการตามหน้าที่ แม้ความจริงเบื้องหลังของเงินนั้นจะไม่ใช่เป็นเงินผลประโยชน์ของทางการรถไฟโดยแท้ก็ดี แต่ความผิดตามมาตรา 147 นี้ ก็เป็นเรื่องบัญญัติเอาผิดแก่เจ้าหน้าที่ที่เบียดบังเอาทรัพย์ที่ตนได้มาหรือถือไว้เพื่อจัดการตามหน้าที่ไม่ใช่เอาผิดแต่เฉพาะว่าทรัพย์นั้นจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของทางการหรือของใครจึงจะผิดได้ และการที่โจทก์บรรยายฟ้องมาว่าจำเลยเบียดบัง ยักยอก เอาเงินผลประโยชน์ของการรถไฟฯ ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลย ยักยอก เอาเงินตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ไม่เป็นกรณีที่ทางพิจารณาได้ความต่างกับฟ้อง อันจำเป็นที่ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 เพราะเป็นเงินรายที่สารวัตรเดินรถอุบลราชธานีส่งมาเมื่อไร จำเลยรับไว้เมื่อไรดังที่โจทก์กล่าวไว้ชัดในฟ้องนั่นเอง มีปัญหาอยู่บ้างในการที่ฟ้องไปเรียกชื่อเอาเงินนั้นว่าเป็นเงินผลประโยชน์ของการรถไฟฯกรณีผิดพลาดเพียงเท่านั้นไม่ใช่เป็นการพิจารณาแล้วได้ความแตกต่างจากฟ้อง ทั้งมีเหตุผลที่พอจะถือได้ว่าตัวเงินนั้นกำลังเป็นเงินของทางการรถไฟฯ ได้อยู่เพราะตัวเจ้าหน้าที่ทางการรถไฟได้ยึดถือเอาส่งมายังเจ้าหน้าที่ของทางการรถไฟอย่างเป็นเงินของทางการรถไฟฯ แล้วจำเลยได้ทำการ ยักยอก เอาในระหว่างที่มีการยึดถืออยู่ในฐานะนั้นด้วย ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่า จำเลยมีความผิดให้ลงโทษดังที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษาไว้แล้วนั้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1958/2515 อัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายขจิต ชัยศาตรา จำเลย ป.วิ.อ. ม. 192 ป.อ. ม. 147